fic นารุโตะ (AU) - Full Moon Effect Chapter 2
posted on 06 Sep 2011 19:40 by jacknife in WritingThe skips 5 years story : Full moon effect
by อีเห็นระวังภัย
Part 2 : ก่อกวน
ณ ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นตะแบกดอกสีม่วงพราวเป็นพวง มีเด็กน้อยผมสีอ่อนนั่งอยู่คนหนึ่ง ลมหนาวที่พัดกรรโชกกลางเหมันต์ไล้กลีบดอกบอบบางให้ปลิวตามแรงลม ร่อนลงบนหนังสือที่เปิดคาไว้บนโต๊ะ แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดจะปัดออกด้วยสมาธิไม่ได้อยู่ตรงนั้น ดวงตาภายใต้แว่นสายตากรอบบางเฉียบเหม่อมองไปทางบันไดทางลงจากตึกซึ่งปราศจากผู้คน เพราะสถานที่แห่งนั้นเป็นโรงเรียนมัธยมที่อยู่ในเวลาคาบสุดท้าย ออดเลิกเรียนยังไม่ดังขึ้น แต่ก็ใกล้เต็มที
“เฮ้ย เล้ง ไอ้เด็กนั่นมารอเอ็งอีกแล้วว่ะ”
ผู้ถูกเรียกหน้าบูดบึ้ง ไม่ลุกไปยังหน้าต่างที่เพื่อนตนยืนอยู่เพื่อมองว่า ไอ้เด็กที่ว่านั่นเป็นใครด้วยซ้ำ เขารู้ดีว่าเพื่อนหมายถึงใคร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าเด็กนั่นตามติดเขาราวกับสตอล์คเกอร์ เวลาผ่านมา 5 ปีแล้ว ไอ้ข้อตกลงหมั้นหมายบ้า ๆ บอ ๆ นั่นควรจะถูกลืมไปได้แล้วเช่นกัน แต่มันเงสึไม่เห็นจะลืมเลือนไปตามวันเวลาที่ผ่านไป ตั้งแต่วันนั้น มันติดตามก่อกวนเขาทุกวันเป็นกิจวัตร จนกลายเป็นเหตุการณ์ประจำวันไปแล้ว คาดว่าวันไหนไม่เจอหน้าเขามันอาจจะท้องขึ้น ท้องเฟ้อได้
ที่สำคัญก็คือ เขาไม่เคยชินกับการมีเด็กเมื่อวานซืนตามติดเป็นขี้ปลาทองเลยสักนิด!
“อย่าหันไปมองมันสิวะ ไอ้เบลค เดี๋ยวมันเห็นเข้าจะรู้ว่าข้าอยู่ห้องนี้”
เขาพูดกับเพื่อนลูกครึ่งของตน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดัง แม้จะไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติ แต่ก็สอนด้วยระบบสองภาษา จึงมีเด็กลูกครึ่งตลอดจนต่างชาติที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้เข้าเรียนกว่าครึ่งของจำนวนนักเรียนทั้งหมด
“รู้แล้วไงวะ ยังไงเสีย มัสเซอร์ก็ไม่ให้เด็กประถมขึ้นมาบนตึกหรอกว้า เอ็งนี่กลัวจนจิตหลอนไปแล้ว”
เพื่อนอีกคนขัดคอเข้าให้ด้วยความหมั่นไส้ เล้งสวนเข้าให้ฉับพลัน
“เอ็งยังไม่เห็นฤทธิ์มันละสิ ถึงพูดได้น่ะ อย่าประมาทว่าเป็นเด็กนะโว้ย ข้าขนหัวลุกมาแล้ว มันน่ะ...”
ประโยคนั้นยังไม่ทันจบ ออกเลิกเรียนก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มหยุดพูดฉับพลัน มือคว้ากระเป๋านักเรียนแล้วลุกพรึ่บ
“เฮ้ย จะรีบไปไหนวะ ปวดขี้เรอะ?” ผู้เป็นเพื่อนตกใจกับท่าทีรีบร้อนนั้น
“ข้านัดน้องมุกไว้โว้ย~ โรงเรียนน้องเค้าเลิกก่อนเราครึ่งชั่วโมง ข้าเลยนัดไว้ 4 โมงเย็นที่สยาม”
“ครึ่งชั่วโมงเองนะ เอ็งจะไปทันเรอะ?” พรรคพวกตื่นเต้นแทน...ก็น้องมุกน่ะ...ดาวโรงเรียนสตรีเชียวนะ
“มีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ไปแท็กซี่คงจะพอทันว่ะ” พูดจบก็ออกวิ่งทันที
“เฮ้ย ไปด้วย เวลาอย่างนี้ลืมผู้ช่วยพระเอกได้ไงวะ!”
แล้วเพื่อนอีกสองคนก็วิ่งตามลงมา กว่าจะลงจากชั้นเจ็ดมาชั้นหนึ่งได้ก็หอบซี่โครงบานกันเป็นแถบ ๆ ด้วยเร่งทำเวลาสุดชีวิต โชคดีหรือร้ายก็ไม่รู้ได้ มันเงสึที่นั่งรออยู่หน้าตึกมองมาทางบันไดนี้อยู่พอดี เด็กน้อยทะลึ่งตัวลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนลั่น
“เฮียเล้ง!”
คนถูกเรียกชื่อเหลือบมองต้นเสียง แล้วยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นไปอีก เดาไม่ถูกว่ามีสาเหตุมาจากรีบไปให้ทันนัดน้องมุกจริง ๆ หรือตั้งใจจะสลัดผู้มารอคอยให้หลุดพ้นกันแน่ เด็กน้อยในชุดฟอร์มนักเรียนประถมผู้นี้ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เจ้าตัวรวบข้าวของบนโต๊ะใส่เป้แล้วออกวิ่งตามทันที กลายเป็นขบวนวิ่งสี่คนตามกันเป็นหาง เฮียเล้งไม่คิดจะหยุดรอแม้แต่น้อย พอออกพ้นปรัตูโรงเรียนได้ก็โบกแท็กซี่ทันที เจ้ากรรมแท้ ๆ รถที่ผ่านมาเป็นรถตุ๊ก ๆ...เมื่อไม่มีทางเลือก เด็กหนุ่มก็ปีนพรวดขึ้นไป ตะโกนสั่งทันที
“ออกรถเร็ว ลุง!”
“เฮ้ย! เดี๋ยว! รอข้าก่อน!”
เพื่อนนักเรียนที่วิ่งตามมาคว้าซี่เหล็กดัดเอาไว้มั่น ปีนขึ้นมาในรถด้วย แม้ทั้งคู่จะปีนได้รวดเร็วเพียงใด แต่มันเงสีผู้วิ่งห้อตะบึงมาสุดชีวิตก็มาตามทันเอาตรงนี้เอง เด็กน้อยกระโดดเกาะซี่เหล็กดัดด้วยท่วงท่าผาดโผนไม่ต่างอะไรกับเฉินหลง คนขับรถตุ๊ก ๆ จึงต้องชะลอหยุดรถ ด้วยกลัวจะได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ข้อหาตุ๊ก ๆ ซิ่งป่วนเมือง เด็กประถมตกรถตายอนาถ
“เฮียเล้ง ลื้อหนีอั๊วทำไม?”
น้ำเสียงเล็ก ๆ ที่ยังไม่แตกเสียงหนุ่มเอาเรื่องไม่ใช่น้อย เฮียเล้งทำหน้าเหมือนอยากตาย หันหนีออกถนนใหญ่ เมื่อไม่ได้รับคำตอบ เด็กน้อยจากที่นั่งหน้าประตูเหล็กดัดก็ก้าวพรวดเข้าไปแทรกตัวนั่งระหว่างเฮียเล้งกับเพื่อนฝรั่ง โดยไม่สนใจสักนิดว่าคนอื่นจะว่ายังไง
“เดี๋ยวนี้ลื้อหนีหน้าอั๊วงั้นเหรอ กล้ามากเลยนะเฮีย!”
เพื่อนอีกคนที่ตอนนี้กลายเป็นคนนั่งติดริมประตูตุ๊ก ๆ แล้วหัวเราะหึหึ ชโงกบอกคนขับที่หน้าตื่นกับเหตุการณ์อันกะทันหัน
“ไปสยามครับลุง ด่วนเลย”
ตุ๊ก ๆ คันเล็กบึ่งออกไปตามคำสั่งอย่างด่วนได้ใจ ผู้โดยสารแต่ละคนคว้าที่ยึดจับเพื่อไม่ให้ตนถูกเหวี่ยงหลุดจากรถไปนอนแอ้งแม้งกลางถนน ถูกรถเก๋ง รถกะบะนานาที่แล่นตามหลังมาบดร่าง มีเพียงเด็กน้อยในเครื่องแบบประถมโรงเรียนเอกชนชื่อดังแพงหูฉี่ที่รวบคอญาติหนุ่มรุ่นพี่ไว้ ไม่ใช่เพื่อยึดเกาะ แต่เพื่อการข่มขู่คุกคาม
“ยังคิดจะหนีอั๊วอยู่อีกนะ เฮียเล้ง กี่ปีมาแล้ว ลื้อเคยหนีอั๊วพ้นรึไง!?!”
เด็กหนุ่มผู้ถูกตะคอกใส่ปัดมือน้อยนั้นออก ทำหน้าดุ “ลื้ออย่ามาเป็นบ้าใส่อั๊วน่า มันเงสึ วันนี้อั๊วไม่มีอารมณ์!”
“ลื้อไม่มีอารมณ์งั้นเหรอ เฮียเล้ง? ไม่มีอารมณ์อะไรกันห๊ะ !?! ไม่มีอารมณ์คุยกะอั๊ว รึไม่มีอารมณ์ขี้หลีชีกอกะจาโบ๊!?!”
เสียงที่แผดผ่านริมฝีปากบอบบางแสนสวยนั้นตรงข้ามกับลักษณะรูปร่างหน้าตาเสียจนคนขับรถต้องเหลือบตาลอบมอง แต่ไม่กล้าพูดว่ากระไร เพื่อนหนุ่มของเฮียเล้งหันหน้าออกไปคนละทิศคนละทาง ราวกับไม่อยากยุ่งกับเรื่องของผัว – เมีย
“ไม่เอาน่า อามันเงสึ ลื้อจะแหกปากให้มันได้อะไรขึ้นมา ขายขี้หน้าชาวบ้านเค้า...”
“ขายขี้หน้าเหรอ...ทีอย่างนี้ละ ขายขี้หน้าขึ้นมาเชียวนะ ทีตอนไปอ้อล้อสาวนอกใจอั๊ว ทำไมไม่คิดจะขายขี้หน้าบ้าง!?!”
“ซี้ซั้วต่าน่า...อั๊วไปจีบสาวแล้วเกี่ยวอะไรกับลื้อด้วย ลื้อเป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็กโน่นไป!”
“หนอย~ ไม่เกี่ยวกับอั๊วงั้นเหรอ อั๊วเป็นอะไรกับลื้อ แล้วลื้อเป็นอะไรกับอั๊ว ลืมไปแล้วรึไง?”
การโต้ตอบดูท่าว่าจะไม่จบลงง่าย ๆ ถ้าตุ๊ก ๆ ไม่เข้าจอดตรงจุดจอดรถรับ – ส่งผู้โดยสารของห้างดังที่เพื่อนของเด็กหนุ่มร่างโย่งสะกิดให้จอด ต่างคนต่างปีนลงจากรถด้วยความรีบเร่ง ทั้งจากเวลานัดพบอันใกล้จะมาถึงเต็มที และทั้งจากภัยที่เกิดจากไอ้เด็กมหาประลัยด้วย เฮียเล้งเบี่ยงตัว หลบกำปั้นน้อย ๆ ที่ทุบเอา ๆ ตุ้บตั้บลงจากรถไม่ใคร่พ้น สภาพเมื่อแลนดิ้งถึงจุดหมายจึงค่อนข้างบอบช้ำ
“พิษรักแรงหึง...”
เจ้าน็อต เพื่อนอีกคนของเฮียเล้งพูดลอย ๆ ขณะเบลคจ่ายค่าโดยสารให้ลุงคนขับ คนถูกค่อนหันมามองด้วยแววตาแข็งกร้าว
“เป็นแฟนลื้อ ลื้อจะไม่หึงงั้นสิ!?!”
คราวนี้คนว่ากระทบหัวเราะพรืด “หึง...หึงสิ ถ้าไอ้เล้งเป็นแฟนอั๊ว อั๊วจะหึงให้สาหัสเลย”
เขาล้อเลียนด้วยการใช้สรรพนาม อั๊วกับลื้อ อย่างเดียวกันกับที่คู่วิวาทใช้ มันเงสึไม่ได้สังเกต เพราะรีบงับทันทีทันใจ
“เห็นม้า เฮีย เพื่อนเฮียยังเห็นด้วยกับอั๊วเลย ทำไมลื้อถึงเห็นผิดเป็นชอบไปได้?”
คราวนี้สุดที่จะทนไหวจริง ๆ ทั้งน็อต และเบลคหลุดหัวเราะพรืดออกมา ตามด้วยการระเบิดหัวเราะดังกึกก้องจนคนแถวนั้นหันมามองทั้งถนน เฮียเล้งตาเขียวปั้ด มองเพื่อนเขม็งอย่างแค้น ๆ
“พวกแกเป็นเพื่อนแท้จริง ๆ ขอบใจนะ!”
-----------------------------------------------------------
เฮียเล้งและผองเพื่อนวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามายังร้ายเบเกอรี่ชื่อดัง ด้วยความรุงรัง นุงนังของเด็ประถมตัวนุ่งที่เกาะหนึบเป็นตุ๊กแกทำให้พวกเขามาสายกว่าเวลานัดกว่า 20 นาที ผู้นัดหมายไว้กับสาวสวยดูจะสติแตกกว่าเพื่อน นี่เป็นเดทแรกของเขากับน้องมุก แน่นอนว่าหากเขามาสายขนาดนี้ คะแนนความประทับใจที่น้องมุกจะมีต่อเขาย่อมติดลบไปเป็นพะเรอเกวียนเป็นแน่
ดวงตาคู่คมกวาดมองโต๊ะอาหารในร้าน ค้นหาสาวน้อยคนสวยที่ตนนัดพบ ...นั่นไง...น้องมุกอยู่ตรงนั้นน่ะเอง
หัวใจเฮียเล้งเต้นตุบตับแทบทะลักออกมานอกอก บอกชัดว่าเขาปลื้มปริ่มยินดีเดียงใดที่แลสบหน้าสายน้อยในดวงใจ เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะในมุมสงบ ร้ายล้อมด้วยเพื่อนสาวอีกสองคนตามแบบกุลสตรีที่ดี ผู้ย่อมจะไม่มาพบปะกับผู้ชายสองต่อสองในเดทแรก จำนวนเพื่อนสาวของน้องมุก พอดีกับผู้ช่วยพระเอกของเขาที่ตามมาเป๊ะ โดยไม่ได้มีการนัดแนะกันมาก่อนว่าจะจัดดับเบิลเดม หรือทริปเปิลเดท...ถ้าเขา เจ้าเบลค และเจ้าน็อตจีบติด จะเท่ากับนัดนี้เขายิงแฮ็ตทริคได้เชียวนา...
บุพเพสันนิวาสชัด ๆ
“โอ้โห นัดเที่ยวคนเดียว ตามมาอีกสอง ยังกะซื้อเหล้าพ่วงเบียร์ นี่กะจะมาถล่มเฮียเล้งให้เจ๊งบ้อท่าเลยล่ะสิ?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังมาจากด้านหลัง เล่นเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง เสียงของมันเงสึไม่เบาเลย เล่นเอาคนตั้งครึ่งร้านหันมายังต้นเสียง โชคดีที่น้องมุกและเพื่อน ๆ จัดอยู่ในประเภทครึ่งร้านที่ไม่ได้ยิน เพราะโต๊ะที่นั่งอยู่ห่างจากประตูร้านพอสมควร
ตะกี๊เขามีความสุขจนลืมว่าไอ้เหตุแห่งทุกข์มันตามติดเป็นอึปลาทองมาด้วย หัวสมองของเฮียเล้งปั่นจี๋หาวิธีกำจัดไอ้เจ้าอุปสรรคความรักออกไปจากชีวิต แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า แค่นี้เขาก็สายมากแล้ว การมาช้ากว่าเวลานัดในเดทแรกเป็นอนันตริยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฝ่ายที่มาสายเป็นฝ่ายชายผู้ตั้งใจจะสร้างความประทับใจแรกพบให้สาวสวย
เด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบมัธยมปลายยกมือขึ้นเสยผมกระเซิงจากรถตุ๊ก ๆ จองซิ่งให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าไอ้เบลคและไอ้น็อตกำลังทำอย่างเดียวกันกับเขา สำหรับเด็กวัยรุ่นที่กำลังคิดจะหาแฟน รูปลักษณ์ย่อมสำคัญที่สุด ขณะที่เฮียเล้งมองเงาของตนที่สะท้อนจากกระจกร้านเบเกอรี่ เขาเห็นสีหน้าของไอ้เด็กป่วนมันเงสึทำหน้าเบื่อระอาเต็มประดา...นี่ไง สาเหตุที่เขากับมันเข้ากันไม่ได้ แค่เรื่องที่คนเราอยากสวยอยากหล่อต่อหน้าคนพิเศษของตนมันยังไม่เข้าใจเล้ย~ ช่องว่างระหว่างวัยนำมาซึ่งความแตกต่างทางด้านความคิดและชีวิตประจำวัน เขาหวังว่าซักวันมันจะเรียนรู้ถึงบทเรียนข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่ว่า หนุ่ม ๆ ย่อมจะสนใจหญิงสาว ไม่ใช่ไอ้เด็กเพศเดียวกันจอมตื๊อตัวป่วน
--------------------------------------------------------------------------------
“สวัสดีครับ”
เสียงทักที่เก๊กหล่อเต็มที่ ทำให้สายน้อยผมหลอดที่กำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหันหลังไปมองยังที่มาของเสียง เด็กหนุ่มผมดำหน้าตี๋สวมเครื่องแบบโรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังที่เธอรับนัดไว้ปรากฏตัวขึ้นหลังเวลานัดร่วมครึ่งชั่วโมง
“สวัสดีค่ะ” เธอทักตอบพลางทำคอแข็ง เชิดหน้าเป็นทำนองว่า ชั้นกำลัง up set เหลือทนที่คุณมาสาย
เจ้ากรรมจริง ๆ ที่อีตาตี๋ที่เธอนัดไม่ได้สังเกตสังกาอะไรเลย ตานั่นเลื่อนเก้าอี้มานั่ง น้องมุกขัดใจนัก ถ้าอีตามกรธวัชชื่อจำยากคนนี้มาก่อนเวลาสักห้านาที ก็จะได้เลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งตามแบบเจนเทิลแมนปฎิบัติต่อเลดี้แล้วแท้ ๆ
ยังดีที่อุตส่าห์รู้ธรรมเนียมการเดท ว่าควรหาเพื่อนหนุ่มมาเบนความสนใจจากเพื่อนสาวที่เธอพามาด้วยเป็นแชปเปอโรน...ต๊าย~ ตาฝรั่งคนนั้นเท่จัง cool สุด ๆ ใจจริงแล้วน้องมุกชอบฝรั่งมากกว่าเจ๊กแท้ ๆ ...เสียดายจัง นั่งตรงนั้นคงจะเสร็จยัยอั้มแหง ๆ ...
ดวงตาคู่กลมโตด้วยคอนแท็กเลนส์บิ๊กอายสีฟ้ารับกับผมหลอดทำสีทอง แต่ขัดกันเต็มที่กับใบหน้าสุดหมวย เหลือบแลไปทางซ้ายของคู่เดทอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะเพื่อนที่นั่งขนาบทางด้านนั้นหน้าตาท่าทางเป็นหนุ่มไทยธรรมด๊า~ธรรมดา ไม่มีสิ่งใดสะดุดตา น้องมุกกำลังจะละสายตากลับไปมองหน้าคู่เดทของตนแล้ว ทว่าหางตาแวบเด็กน้อยผมสีอ่อนลากเก้าอี้จากโต๊ะข้าง ๆ มานั่งร่วมโต๊ะด้วยหน้าตาเฉย เล่นเอาคู่หนุ่มสาวเจ้าของโต๊ะซึ่งกำลังป้อนเค้กกันกระหนุงกระหนิงเบิกตาโต ประมาณว่า เฮ้ย~ มาได้ไงวะ
ไอ้เด็กคนที่ว่าโบกมือเป็นเชิงไล่ให้กลับไปสนใจกิจกรรมที่ทำอยู่ก่อนห้านี้ แถมยังกำชับให้อีก
“กิน ๆ ไปเหอะ คนที่ต้องระวังอั๊วไม่ใช่พวกลื้อหรอก”
ประโยคนั้นไม่ได้บ่งชี้ชัดเจนลงไปว่า แล้วใครกันแน่ที่ต้องระวัง แต่ลางสังหรณ์ทำให้น้องมุกขนลุกซู่
“น้องใครคะ น่ารักเชียว” เธอจำเป็นต้องแสดงบทนางงามรักเด็ก
สามหนุ่มสามมุมหันมองหน้ากันเหมือนหารือ ลงท้ายคู่เดทของเธอเป็นคนยอมรับด้วยใบหน้ากะเรี่ยกะราด
“น้องผมเองครับ ญาติน่ะ”
“เรียกว่าวงศ์อสัญแดหวาจะดีกว่านะ เฮีย” ไอ้เด็กนั่นแก้ให้
พื้นฐานน้องมุกเจ๊กจีนเกินกว่าจะเข้าใจว่าวงศ์อสัญแดหวามีความหมายแฝงเร้นอย่างไร และปัจจุบันความสนใจของเธอก็มุ่งไปทางฝรั่งมังค่าจนไม่คิดจะใส่ใจจำบทเรียนวิชาวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยมัธยมต้น จะยอมรับว่าไม่รู้ก็กลัวจะดูโง่ เลยเชิดหน้าเฉยไว้
เฮียเล้งนั่งหน้าซีด กลัวน้องมุกจะจับได้ว่ามันเงสึเป็นคู่หมั้นของตน...ถึงจะเป็นแค่ในนามก็เหอะ
หลังจากการเริ่มต้นอย่างน่าหวาดเสียว การแนะนำตัวอย่างไม่ราบรื่นเท่าใดนัก หนุ่มน้อยสาวน้อยก็เริ่มจะแยกกันคุยเป็นคู่ ๆ เผื่อว่าจะสปาร์ค เฮียเล้งและน้องมุกก็เช่นเดียวกัน จะผิดกับคู่อื่นก็เพียงแต่มีมันเงสึนั่งจ้องตาเป๋งอยู่ด้วยอีกคน
“คุยกันไปสิ ไม่ต้องสนใจอั๊วหรอก อั๊วแค่จะฟังเฉย ๆ”
พูดอย่างนั้นแล้วใครจะกล้าคุยกันเล่า? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฮียเล้งรู้แน่แก่ใจว่าคนอย่างมันเงสึไม่มีทางจะฟังเฉย ไ หรอก!
น้องมุกชักจะไม่ชอบใจไอ้เด็กตาดุคนนี้เสียแล้ว เธอไม่แคร์บทนางงามรักเด็ก หันไปประจ๋อประแจ๋กับหนุ่มตี๋แทน
“นัดน้องมุกออกมา มีธุระอะไรหรือคะ?” น้องมุกเล่นตัว ทั้งที่รู้ว่าหนุ่มตั้งใจจะจีบ
“เอ่อ...คือ...อยากจะคุยด้วยน่ะครับ...” เฮียเล้งผู้ไม่เคยจีบหญิงมาก่อนในชีวิตเก้อกระดาก หน้าแดงเรื่อ
“ถ้าอยากคุยกันเฉย ๆ แค่โทรมาหาก็ได้นี่คะ เบอร์โทรมุกมุก เล้งเล้งก็มีไม่ใช่เหรอ?”
“ปู้ด~” มันเงสึดูดโกโก้เย็นที่พนักงานเสิร์ฟนำมาวางให้ตรงหน้ารวดเดียวหมดแก้ว เสียงดังสนั่น ถล่มบรรยากาศโรแมนติกเรียบเป็นหน้ากลอง ทั้งหนุ่มเหน้าและสาวน้อยหันมามองอย่างตำหนิ เด็กน้อยสะบัดหลังมือใส่ เป็นทำนองให้หันกลับไป
“บอกแล้วไงไม่ต้องสนอั๊ว ยาวไป ยาวปาย...”
ทิฐิมานะบังเกิดแก่คู่เดททันที ด้วยต่างคนต่างนึกโมโหไอ้เด็กส่วนเกินที่กำลังขย้ำบราวนี่ช็อกโกแล็ตฟัดจ์ในจานของเฮียเล้ง หนุ่มสาวหันกลับมามองตากันด้วยความรู้สึกที่ว่า ถ้าไม่ได้เป็นแฟนกันในวันนี้แปลว่าตัวเองแพ้ไอ้เด็กนี่
“มุกมุกครับ ผมมีอะไรจะสารภาพ” เฮียเล้งเข้าเรื่องทันที
“ว่ามาเลยค่ะ” น้องมุกรับมุขด้วยแววตามุ่งมั่นจะเอาชนะเหนือไอ้เด็กวงศ์อสัญแดหวานั่น
“ผมรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นมุกมุก ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ ไม่กล้าพูดออกมา”
“อะไรหรือคะ?” เธอเอียงคอหลบตา ทำท่าสะเทิ้นเขินขวย
“ผมเคยเห็นผู้หญิงมาก็หลายคน แต่ไม่มีใครเหมือนมุกมุกเลย”
“ผู้หญิงแต่ละคนก็มีความงามแตกต่างกันออกไป จะเอาดอกกุหลาบไปเทียบกับดอกลิลลี่ว่าดอกไหนสวยกว่ากันไม่ได้หรอกค่ะ”
มันเงสึขมวดคิ้ว แก้มป่องเพราะอ้ำบราวนี่ไปทีเดียวครึ่งชิ้น...ยังไม่ได้ยินเฮียชมใครว่าสวยซักหน่อย รวมทั้งเรื่องดอกอะไรสวยกว่าดอกอะไรด้วย
“แต่มุกมุกก็สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตเลยนะครับ” ไหน ๆ สาวก็เปิดประเด็นเรื่องสวย ๆ งาม ๆ แล้ว เฮียเล้งเลยเดินแต้มต่อ
“ปากหวานจังเลยนะคะ พูดจริงหรือเปล่าเอ่ย?”
มุกมุกปลาบปลื้มเมื่อได้ฟังประโยคถูกใจ หล่อนหันหน้ามาสบตากับผู้ป้อนคำหวานด้วยดวงตาหยาดเยิ้ม หวังจะให้อีกฝ่ายตะลึงงันในรูปโฉมที่เธอบรรจงแต่งสุดฝีมือก่อนถึงเวลานัดเดท โปรยยิ้มที่บรรจงฝึกไว้อย่างดีหน้ากระจกมาตั้งแต่อายุได้แปดขวบ
มกรธวัชตะลึงงันดังที่เธอคาดไว้
เฮียเล้งมัวเหลือบมองมันเงสึด้วยความหวาดระแวงไม่ต่างอะไรกับคนที่สะพายระเบิดปรมาณูไว้บนเป้หลัง จึงไม่มีโอกาสมองน้องมุกให้เต็มสายตา จนเมื่อสาวน้อยอำนวยช่องให้สำรวจโฉมได้ ดวงตายิบหยีของเขาเบิกค้าง
น้องมุกมุกที่เขาเห็น และตกหลุมรักไม่ใช่อย่างนี้ซะหน่อย!!
ไม่ได้แปลว่า มุกมุกตรงหน้าเขาเป็นตัวปลอม เป็นปิศาจจำแลงแปลงตัวมายั่วหยอกแต่ประการใด เค้าหน้าของเธอยังเป็นน้องมุกทอง ตัวแทนจากโรงเรียนสตรีชื่อดังย่านใจกลางเมืองที่พบกับเขาในงานแข่งชิงความเป็นเลิศทางวิชาการคนนั้นไม่ผิดแน่ แต่ทำไม...ทำไม...
ใบหน้าขาว ๆ นั้นมาจากเชื้อชาติพันธุ์เดียวกันกับเขา เฮียเล้งจึงไม่ทันได้สังเกตความวิปลาสคลาดเคลื่อนอันบังเกิดแก่ใบหน้านั้น แต่ตอนนี้...ทำไมใบหน้านั้นถึงขาวเวอร์ราวกับทาแป้งงิ้ว ขนตายาวเฟื้อยพะเยิบพะยาบ เห็นได้ชัดว่าเป็นขนตาปลอม หนักจนดวงตาคู่ที่เสริมความใหญ่โตด้วยบิ๊กอายส์สีฟ้าถูกบังไว้กว่าครึ่ง ปัดมาสคาร่าสีฟ้ารับกับคอนแท็กเลนส์เสียด้วย เปลือกตาถูกระบายด้วยอายแชโดว์หนาตึกสีฟ้าระยิบระยับ ริมฝีปากระเรื่อได้รูปสวยที่เขาเก็บไปนอนฝันถึง ถูกเคลือบทับด้วยลิปสติกสีชมพูแจ๋น แน่นอนว่ามีเม็กกลิตเตอร์ระยิบระยับไม่ต่างกับเปลือกตา ทรงผมทำสีทองม้วนเป็นหลอดโต ๆ นั่นทำให้ใบหน้าที่ยังอวบอิ่มด้วยแบบี้แฟทยิ่งดูใหญ่โตขึ้นจนดูเหมือน เอ่อ...เหมือนลูกท้อ...ชายหนุ่มผู้ตกหลุมรักไม่รู้จริง ๆ ว่าน้องมุกมุกได้สังเกตความเป็นจริงข้อนี้หรือไม่ เธอจึงทาบรัชออนสีส้มพีช (แน่นอนว่าเป็นประกายระยิบระยับ) ไว้กลางแก้มทั้งสองข้าง ดูอีกทีก็เหมือนเด็กผีจีนในหนังผีกัดอย่ากัดตอบ เทียบกับขนาดไหล่และลำตัวแล้ว ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่องค์ประกอบโดยรวมทำให้เธอดูเหมือนถั่วงอกหัวโตไม่มีผิด!
เฮียเล้งเหงื่อแตกซิก กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างตึงเปรี๊ยะ...ซวยแล้วกรู ก่อนหน้านี้น้องมุกมุกไม่ใช่อย่างนี้นี่หว่า ตอนที่เขาเห็นเธอครั้งแรก น้องมุกโคตรจะน่ารักเลย เป็นสาวน้อยในชุดนักเรียน ใบหน้าเกลี้ยงเกลาใสปิ๊ง ตากลมดำขลับเหมือนเม็ดลำไย ผมยาวเหยียดตรง
ตอนนั้นทั้งเขาและเธออยู่ทัธยมต้นปีสุดท้าย เฮียเล้งหาทางทำความรู้จักอยู่นานพอสมควรกว่าจะได้เบอร์โทรศัพท์มือถือของน้องมุกโทรหาจ๊ะจ๋าช่วงปิดเทอม พอโรงเรียนเปิด ทั้งสองอยู่ชั้นมัธยมปลายจึงได้ฤกษ์นัดเดทกัน ที่จริงเฮียเล้งรู้อยู่ก่อนแล้วว่าทันทีที่เปิดเทอม น้องมุกก็ทำผมเป็นสีทองทันทีเพราะเธอเล่าผ่านโทรศัพท์ให้ฟังว่าไปทำสีผมกับพี่วอ เฮียเล้งเป็นผู้ชายแท้ ๆ ที่ไม่เคยสนใจร้านเสริมสวยไม่ว่าจะชื่อดังหรือด้อยเพียงใด ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อช่างผมที่น้องมุกมุกอวดให้ฟัง เขายังทวนคำไปอย่างงง ๆ ว่า ว. วชิรเมธีรับทำผมด้วยหรือ? นั่นทำให้น้องมุกงอนเขาไปตั้งสองเดือน
โรงเรียน ม. ปลายบางแห่งอนุญาตให้นักเรียนทำสีผมได้แล้ว จึงไม่เป็นอุปสรรคแก่น้องมุกในการทำสีผมทองอร่ามไปเรียน แต่ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่เฮียเล้งจะไม่คุ้นชินกับน้องมุกคนผมทองจนรู้สึกเหมือนต้องทำความรู้จักกันใหม่ ที่จริงน้องมุกคนนี้แทบจะไม่มีอะไรเหมือนน้องมุกคนเก่าที่ดูใส ๆ ชาญฉลาด และมีชั้นเชิงในการตอบโต้ ทว่าน้องมุกตรงหน้าเขาเหมือนจะมีชั้นเชิงในเรื่องจริตหญิงเสียมากกว่า ราวกับจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน โดยเฉพาะใบหน้าฉาบสีพาสเทลระยิบระยับนั่น...เกินบรรยายจริง ๆ
“อย่าจ้องเอาจ้องเอาอย่างนั้นสิ มุกมุกเขินน้า~”
น้องมุกตีความว่าที่เฮียเล้งนิ่งอึ้งตะลึงลานไปนั้นเป็นเพราะโฉมเอยโฉมงามอร่ามแท้แลตะลึงของเธอ ใจจริงแล้วน้องมุกมุกอยากพูดว่า ‘ตกตะลึงในความงามของมุกขนาดนั้นเลยหรือคะ’ มากกว่า คนถูกปรามสะดุ้งอีกเฮือก เพิ่งรู้ตัวว่าเขาจ้องเธอจนเสียมารยาท
เฮียเล้งเข้าใจหัวอกพ่อมาก ตอนเห็นแขนยาวเหยียดของแม่นาคยื่นลงไปเก็บมะนาวใต้ถุนบ้านขึ้นมาทันที
“ขอโทษครับ” เฮียเล้งกระเดง้ตัวลุกขึ้นยืนตรงฉับพลันราวกับกำลังเตรียมตัวเคารพธงชาติ เพื่อนฝูงแตกตื่นตกใจ
“อะไรวะ ไอ้เล้ง!?!” เสียงเจ้าน็อต ที่กำลังจะคั่วเพื่อนน้องมุกได้ ร้องขึ้น
“ต้องกลับบ้านแล้วรึ เจ้าเล้ง!?!” เบลค ผู้ไม่ใคร่แฮปปี้กับน้องอั้มถามขึ้นอย่างมีชั้นเชิง
มันเงสึรู้แกว จัดการงาบเค้กทั้งของตัวเองและของเฮียเล้งเรียบวุธ พลางพูดเสียงคับปาก
“จะรีบไปไหนล่ะเฮีย? ยังไม่สปัซซั่มกันเลยไม่ใช่เรอะ?”
ญาติผู้พี่รู้แล้วว่ามันเงสึสังเกตเห็นคู่เดทของเขาและสิ่งผิดปกติบนใบหน้าตั้งแต่แรก จึงใจเย็นเพียงพอที่จะยอมให้คู่หมั้นของตนจู๋จี๋กับจาโบ๊ต่อหน้าต่อตา...ไอ้เด็กนี่มันรอนาทีนี้อยู่
“อั๊วต้องรีบกลับแล้ว เดี๋ยวเตี่ยด่า”
เฮียเล้งลงทุนแทนตัวเองด้วยคำว่าอั๊ว เรียกแปะเต็งว่าเตี่ย ด้วยรู้ว่าน้องมุกมุกเกลียดนัก คำจีนแบบนี้...เธอเรียกเตี่ยว่าแด๊ดดี้เสมอ
“เพิ่งคุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย ถ้าต้องรีบกลับบ้าน ทำไมถึงเลือกนัดน้องมุกมุกวันนี้ล่ะคะ?”
เธอชักสีหน้า บอกอาการว่าเริ่มจะมูดดี้ เฮียเล้งกลืนน้ำลายเอื๊อก ถอยหลังออกมาสองก้าวอย่างระย่อภัย
“ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ ที่มีความผิดพลาดแบบนี้เกิดขึ้น” ...ก็จะให้เขาพูดอะไรดีกว่านี้เล่า!?!...
“เล้งเล้งมาสายตั้งครึ่งชั่วโมง ให้มุกมุกรอตั้งนาน คิดว่าจะแต่งหน้าเก้อซะแล้ว แล้วเล้งเล้งก็มา อยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะไป จะให้มุกมุกคิดยังไงคะ นี่เล้งเล้งคิดว่ามุกมุกเป็นอะไร จะนัดเมื่อไรก็นัด จะกลับเมื่อไรก็กลับงั้นเหรอ!?!”
เธอซอยคำถี่ยิบไม่มีช่องว่างหายใจเหมือนรถไฟด่วน เฮียเล้งชักจะหวั่นใจว่าหากเป็นแฟนกับน้องมุกมุกต่อไป อีกสิบปีข้างหน้า แต่งงานกันไปเขาจะเถียงเธอทันไหมนี่?
“ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครทำให้มุกมุก up set ได้ขนาดนี้เลย เล้งเล้งแย่มากเลยนะคะ คิดว่าหัวใจผู้หญิงเป็นอะไร นึกอยากจะจีบก็จีบ นึกอยากจะโทรก็โทร ที่ผ่านมามันคืออะไร ที่เล้งเล้งโทรมาหามุกมุกอาทิตย์ละสี่ห้าครั้งนั้น เล้งเล้งคิดแค่จะคุยเฉย ๆ ฉันท์มิตรเท่านั้นน่ะเหรอ มุกมุกไม่เชื่อหรอกนะ สิ่งที่เล้งเล้งทำไม่เหมือนกับที่เพื่อนทำต่อกันซะหน่อย”
เสียงของน้องมุกดังคับร้าย ผู้คนโต๊ะอื่น ๆ เริ่มจะหันมามองยังโต๊ะของพวกเขามากขึ้น ยิ้ม ๆ บ้าง ซุบซิบบ้าง เฮียเล้งแทบแทรกแผ่นดิน
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้น้องมุกรู้สึกไม่ดีเลยครับ เพียงแต่วันนี้สถานการณ์ไม่ปกตินิดหน่อย” ...เฮียไม่ได้โกหกนะ...
“เล้งเล้งไม่ต้องมาแก้ตัวหรอก มุกมุกรู้ดีว่าเล้งเล้งแค่พูดให้มันพ้น ๆ ตัวไป ทำไมหรือคะ ทีตอนคุยโทรศัพท์น่ะ คุยได้ตั้งยาว เที่ยงคืนตีสองก็ยังคุยได้ไม่ต้องหลับต้องนอน ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นมาถึงได้ห่างเหินไปเหมือนเป็นคนอื่น มุกมุกไม่คิดเลยว่าตัวเองจะดูคนผิดขนาดนี้ ดูภายนอกเล้งเล้งออกจะดูดีมีความรับผิดชอบ คิดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วจะเป็นผู้ชายแบบนี้”
“จู...” เสียงนั้นเบาจนถูกพายุอารมณ์ของสาวน้อยกลบมิด
“ลงท้ายแล้วเล้งเล้งก็ทำเหมือนมุกมุกเป็นขยะ เป็นของเก่าที่เล้งเล้งไม่ต้องการ เอ๊ะ! หรือว่าที่เล้งเล้งเปลี่ยนไปก็เพราะมีคนใหม่กันแน่คะ ถึงได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้!?!”
“อาจู...” เสียงนั้นดังขึ้นอีกเท่าตัว คราวนี้ดังขึ้นตอนน้องมุกมุกหยุดกลืนน้ำลาย – หายใจพอดี เธอจึงหันขวับ
แล้วฉับะลันก็ทำหน้าตกใจแบบคนที่รู้ว่าตัวเองพลาดไปเสียแล้ว
“ฮั่นแน่ ชื่อไทยชื่อมุกมุก ชื่อจีนชื่ออาจู~”
ไอ้เด็กที่บอกกับใคร ๆ ก่อนหน้านี้ว่าจะฟังเฉย ๆ เริ่มต้นแผลงฤทธิ์แล้ว น้องมุกมุกหน้ายักษ์ กระทืบเท้าเหฟมือนทศกัณฐ์
“ชั้นมีชื่อฝรั่งว่า เพิร์ลลี่ ด้วยนะยะ!”
“อั๊วม่ายสนจาย ลื้อชื่ออาจู จูมุก หรือจูหมูกันแน่ฮึ?”
คราวนี้น้องมุกถึงกับกรี๊ดออกมาอย่างไม่แคร์สื่อ คนทั้งร้านหันมามองโดยไม่ต้องแอบเหลือบอีกต่อไป
“แม่แกน่ะสิ เป็นหมู ไอ้เด็กเวร ไอ้เด็กเปรต! ฯลฯ”
ไม่รอให้น้องมุกร่ายมหากาพย์จนจบเรื่อง เฮียเล้งและผองเพื่อนกระโจนพรวดออกจากร้านโดยพร้อมเพรียงกัน ยังดีที่เฮียไม่ลืมลากคอเสื้อคู่กรณีน้องมุกคนล่าสุดปลิวติดมือมาด้วย กระนั้นไอ้เด็กเปรตที่น้องมุกยังตะโกนตอบโต้เสียงดังล้งเล้งเป็นเจ๊กทะเลาะกันลั่นสำเพ็ง
“แม่อั๊วเลิกทำผมหลอดมาสิบปีแล้วโว้ย ยัยจูหมู กระแดะทำเป็นฝรั่ง โด่เอ๊ย! ลื้อน่ะ แซ่อะไรว้า?”
เฮียเล้งสาบานได้ว่าเขากระโดดลงบันไดเลื่อน 3 ตุ้บก็ถึงพื้นข้างล่างแล้ว แต่เสียงกรีดร้องโหยหวนของน้องมุกยังก้องลงมาได้ยินถนัดหู เหงื่อกาฬแตกซิก มือไม้เย็บเฉียบ นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เขาอกหัก...หรือหักอกก็แล้วแต่เหอะ แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย
“กิ๊กลื้อเต้นงิ้วได้ด้วยว่ะ เฮีย” มันเงสึยังหัวเราะกิ๊กกั๊กคิกคักด้วยความสะใจ เฮียเล้งตีหน้ายักษ์ใส่
“ทำเกินไปแล้วนะ ลื้อน่ะ อั๊วจะมองหน้าน้องมุกมุกต่อไปได้ยังไง?”
“อย่าบอกนะ ว่าลื้อยังอยากดูหน้าอีอยู่?” เด็กน้อยห่อไหล่ ทำท่าสยองขวัญ “เข้าร้าน S&P ดูหน้าเค้กกไม่ต่างกันร้อก~”
“ชิบหายแล้ว!”
เบลคสบถลั่น จนกลายเป็นเป้าสายตาคนทั้งชั้น เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงเป็นฝรั่ง สายตาตำหนิก็เปลี่ยนเป็นอึ้งปนทึ่ง ที่ฝรั่งสามารถสบถคำหยาบไทยได้อย่างชัดเจนจนแอนดรูว์ บิ๊กส์ และคริส เดลิเวอรี่ต้องยกนิ้ว
“อะไรของมึง ไอ้เบลค?” เจ้าน็อตทำหน้าตาตื่นตามน้ำเสียง ตลอดจนอากัปกิริยาลุกลี้ลุกลนของเพื่อน
“พูดถึงเค้ก เลยนึกขึ้นได้ แล้วนี่ใครจ่ายค่าขนมวะเนี่ย?”
สุภาพบุรุษทั้งสามมองหน้ากัน กลืนน้ำลายดังเอื๊อก หน้าซีดลง ซีดลง...มีเพียงมันเงสึที่ยังหัวเราะถูกอกถูกใจ
“วันนี้อาจูอีเลี้ยง อั๊วเจี๊ยะซะเปรมพุงเลย เซี่ย เซี่ย หนี่”
ขนมและเครื่องดื่มของร้านเบเกอรี่อันเป็นที่นัดพบนัดเดทของไฮซิ้มอย่างน้องมุกมุก แน่นอนว่าต้องราคาแพงหูดับตับไหม้ เฮียเล้งเห็นในเมนูตอนออร์เดอร์ แต่ละหน่วยราคาไม่ต่ำกว่าสองร้อย มันเงสึกระหน่ำสั่งเค้กสี่เครื่องดื่มสอง...นี่เฉพาะของมันเองนะ ตอนนั้นเฮียเล้งคิดว่าไอ้อึปลาทองกะจะถล่มเขาให้หมดตัว ยังนึกกระหยิ่มอยู่เลยลว่าอั่งเปาตรุษจีนเฉพาะที่คุณน้าอแมนด้าให้เขาก็พอจะเลี้ยงเค้กน้องมุกได้เป็นร้อยชิ้น ถือว่าอัฐแม่ซื้อขนมลูกก็แล้วกัน แต่ปรากฏว่า มันเงสึวางแผนเดินเกมลึกล้ำกว่านั้นมาก
“ซักห้าพันได้มั้ง...” เฮียเล้งคำนวณ “ป่านนี้อาจูอีก่นโคตรก๋งอั๊วสะดุ้งจนฮวงซุ้ยไหวแล้วมั้งเนี่ย...”
เบลคหัวเราะก๊าก เมื่อพบว่าในที่สุด สหายตนก็เรียกน้องมุกมุกว่าอาจู ตามไอ้เด็กป่วนมันเงสึจนได้
“แล้วไงต่อดี จะกลับไปจ่ายให้อีไหม?”
น็อตตั้งประเด็น คราวนี้ทุกคนหลบตาวูบ...ก็ใครจะกล้ากลับไปให้เจ้าหล่อนสำเร็จโทษล่ะ?
“อั๊วไปให้เองก็ได้” มันเงสีอาสาหน้าตาเฉย เฮียเล้งจ้องเขม็ง ตาเขียวปั้ด
“ยังจะมีหน้าไปเจอเค้าอีกเหรอ ลื้อนี่มันไม่รู้สำนึกเอาซะเลย”
คราวนี้มันเงสึชักสีหน้า “ก็ถ้ามันทำให้ลื้อไม่ไปเจออีอีก อั๊วก็นับว่าคุ้มละน่า!”
เบลคกับน็อตอุทิศตนเป็นลูกคู่ให้ไอ้หนูมหาประลัย ตบมือกระทืบเท้าเป่าปากลั่นห้าง
“วี้ด~วิ้~ว หึงเฮียเค้าหรือจ๊ะ อามันเงสึ”
“พวกลื้อต้องเรียกอั๊วว่าอาซื้อตะหาก” เจ้าตัวติงเสียอีกแน่ะ
เฮียเล้งเห็นว่าชักจะไปกันใหญ่ จึงจับคอเสื้อด้านหลังมันเงสึรวบเข้าต่างว่าเป็นสายจูงหมา แล้วลากออกจากห้างสรรพสินค้าอันเป็นสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว ไม่สนใจต่อเสียงแซวหาว่าเขาเคอะเขินของเพื่อนหนุ่มอีกสองหน่อ
“อั๊วขอเป็นชายโฉดกินแล้วชิ่ง ดีกว่ากลับไปเจอหน้าน้องมุกอีกหนว่ะ ไม่รู้จะตีสีหน้ายังไงเวลาโดนกรี๊ดใส่”
“เห็นเพื่อนน้องจูหมูมุกคุยนักคุยหนาว่ารวยแสนรวย ตัดผมย้อมผมทีละหลายพัน หิ้วกระเป๋าใบละหลายหมื่น จ่ายค่าขนมแค่นี้คงไม่ถึงกับหมดตัวหรอกมั้ง” น็อตพูดกลั้วหัวเราะพลางเดินตามเพื่อนออกจากห้างต้อย ๆ
“คงไม่ใช่อีกะว่าเราจะเลี้ยง เลยไม่ได้เตรียมเงินมาหรอกนะ” เบลคยังหัวเราะมารอยู่
“จะห่วงอีทำไม” เด็กน้อยผมสีอ่อนทะลุกลางปล้องเสียงแข็ง “อย่าบอกนะว่าลื้อแอบชอบจาโบ๊คนเดียวกันกะเฮียเล้ง!?!”
องครักษ์พิทักษ์เฮียทั้งคู่ส่ายหน้าพรืด ๆ อย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกันซะด้วย
“พวกเราไม่คิดจะเอาตัวเองไปเสี่ยงภัยกับน้องจูหมูมุกหรอก มันน่าสะพรึงกลัวเกินไป”
พอดีกับจังหวะนั้นมีแท็กซี่ผ่านมา เฮียเล้งโบกมือให้จอด เปิดประตูด้านหลังแล้วกดหัวมันเงสึยัดเข้าไปในตัวรถ
“โอ๊ย เฮีย! แค้นอะไรอั๊วนักหนาเฮอะ ลื้อรอดเงื้อมมืออาจูอีมาได้เพราะอั๊วนะ!”
“หุบปากแล้วนั่งเฉย ๆ ไปเลยป่ะ ไม่งั้นอั๊วชู้ตลื้อกระเด็นไปกลิ้งอยู่กลางถนนแน่!”
เฮียเล้งสำทับ พลางกระแทกตัวลงนั่ง เมื่อผู้โดยสารครบคน แท็กซี่เขียวเหลืองก็แล่นออกไปจากห้างใหญ่ย่านสยามสแควร์ หนุ่มเจ้าของเดทเหลียวมองตัวตึกจนลับสายตา
To be continue
* จู : จีนแต้จิ๋วหมายถึงไข่มุก พ้องกับจู : จีนแมนดาริน ที่แปลว่าหมู
Part 2 : ก่อกวน
ณ ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นตะแบกดอกสีม่วงพราวเป็นพวง มีเด็กน้อยผมสีอ่อนนั่งอยู่คนหนึ่ง ลมหนาวที่พัดกรรโชกกลางเหมันต์ไล้กลีบดอกบอบบางให้ปลิวตามแรงลม ร่อนลงบนหนังสือที่เปิดคาไว้บนโต๊ะ แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดจะปัดออกด้วยสมาธิไม่ได้อยู่ตรงนั้น ดวงตาภายใต้แว่นสายตากรอบบางเฉียบเหม่อมองไปทางบันไดทางลงจากตึกซึ่งปราศจากผู้คน เพราะสถานที่แห่งนั้นเป็นโรงเรียนมัธยมที่อยู่ในเวลาคาบสุดท้าย ออดเลิกเรียนยังไม่ดังขึ้น แต่ก็ใกล้เต็มที
“เฮ้ย เล้ง ไอ้เด็กนั่นมารอเอ็งอีกแล้วว่ะ”
ผู้ถูกเรียกหน้าบูดบึ้ง ไม่ลุกไปยังหน้าต่างที่เพื่อนตนยืนอยู่เพื่อมองว่า ไอ้เด็กที่ว่านั่นเป็นใครด้วยซ้ำ เขารู้ดีว่าเพื่อนหมายถึงใคร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าเด็กนั่นตามติดเขาราวกับสตอล์คเกอร์ เวลาผ่านมา 5 ปีแล้ว ไอ้ข้อตกลงหมั้นหมายบ้า ๆ บอ ๆ นั่นควรจะถูกลืมไปได้แล้วเช่นกัน แต่มันเงสึไม่เห็นจะลืมเลือนไปตามวันเวลาที่ผ่านไป ตั้งแต่วันนั้น มันติดตามก่อกวนเขาทุกวันเป็นกิจวัตร จนกลายเป็นเหตุการณ์ประจำวันไปแล้ว คาดว่าวันไหนไม่เจอหน้าเขามันอาจจะท้องขึ้น ท้องเฟ้อได้
ที่สำคัญก็คือ เขาไม่เคยชินกับการมีเด็กเมื่อวานซืนตามติดเป็นขี้ปลาทองเลยสักนิด!
“อย่าหันไปมองมันสิวะ ไอ้เบลค เดี๋ยวมันเห็นเข้าจะรู้ว่าข้าอยู่ห้องนี้”
เขาพูดกับเพื่อนลูกครึ่งของตน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดัง แม้จะไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติ แต่ก็สอนด้วยระบบสองภาษา จึงมีเด็กลูกครึ่งตลอดจนต่างชาติที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้เข้าเรียนกว่าครึ่งของจำนวนนักเรียนทั้งหมด
“รู้แล้วไงวะ ยังไงเสีย มัสเซอร์ก็ไม่ให้เด็กประถมขึ้นมาบนตึกหรอกว้า เอ็งนี่กลัวจนจิตหลอนไปแล้ว”
เพื่อนอีกคนขัดคอเข้าให้ด้วยความหมั่นไส้ เล้งสวนเข้าให้ฉับพลัน
“เอ็งยังไม่เห็นฤทธิ์มันละสิ ถึงพูดได้น่ะ อย่าประมาทว่าเป็นเด็กนะโว้ย ข้าขนหัวลุกมาแล้ว มันน่ะ...”
ประโยคนั้นยังไม่ทันจบ ออกเลิกเรียนก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มหยุดพูดฉับพลัน มือคว้ากระเป๋านักเรียนแล้วลุกพรึ่บ
“เฮ้ย จะรีบไปไหนวะ ปวดขี้เรอะ?” ผู้เป็นเพื่อนตกใจกับท่าทีรีบร้อนนั้น
“ข้านัดน้องมุกไว้โว้ย~ โรงเรียนน้องเค้าเลิกก่อนเราครึ่งชั่วโมง ข้าเลยนัดไว้ 4 โมงเย็นที่สยาม”
“ครึ่งชั่วโมงเองนะ เอ็งจะไปทันเรอะ?” พรรคพวกตื่นเต้นแทน...ก็น้องมุกน่ะ...ดาวโรงเรียนสตรีเชียวนะ
“มีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ไปแท็กซี่คงจะพอทันว่ะ” พูดจบก็ออกวิ่งทันที
“เฮ้ย ไปด้วย เวลาอย่างนี้ลืมผู้ช่วยพระเอกได้ไงวะ!”
แล้วเพื่อนอีกสองคนก็วิ่งตามลงมา กว่าจะลงจากชั้นเจ็ดมาชั้นหนึ่งได้ก็หอบซี่โครงบานกันเป็นแถบ ๆ ด้วยเร่งทำเวลาสุดชีวิต โชคดีหรือร้ายก็ไม่รู้ได้ มันเงสึที่นั่งรออยู่หน้าตึกมองมาทางบันไดนี้อยู่พอดี เด็กน้อยทะลึ่งตัวลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนลั่น
“เฮียเล้ง!”
คนถูกเรียกชื่อเหลือบมองต้นเสียง แล้วยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นไปอีก เดาไม่ถูกว่ามีสาเหตุมาจากรีบไปให้ทันนัดน้องมุกจริง ๆ หรือตั้งใจจะสลัดผู้มารอคอยให้หลุดพ้นกันแน่ เด็กน้อยในชุดฟอร์มนักเรียนประถมผู้นี้ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เจ้าตัวรวบข้าวของบนโต๊ะใส่เป้แล้วออกวิ่งตามทันที กลายเป็นขบวนวิ่งสี่คนตามกันเป็นหาง เฮียเล้งไม่คิดจะหยุดรอแม้แต่น้อย พอออกพ้นปรัตูโรงเรียนได้ก็โบกแท็กซี่ทันที เจ้ากรรมแท้ ๆ รถที่ผ่านมาเป็นรถตุ๊ก ๆ...เมื่อไม่มีทางเลือก เด็กหนุ่มก็ปีนพรวดขึ้นไป ตะโกนสั่งทันที
“ออกรถเร็ว ลุง!”
“เฮ้ย! เดี๋ยว! รอข้าก่อน!”
เพื่อนนักเรียนที่วิ่งตามมาคว้าซี่เหล็กดัดเอาไว้มั่น ปีนขึ้นมาในรถด้วย แม้ทั้งคู่จะปีนได้รวดเร็วเพียงใด แต่มันเงสีผู้วิ่งห้อตะบึงมาสุดชีวิตก็มาตามทันเอาตรงนี้เอง เด็กน้อยกระโดดเกาะซี่เหล็กดัดด้วยท่วงท่าผาดโผนไม่ต่างอะไรกับเฉินหลง คนขับรถตุ๊ก ๆ จึงต้องชะลอหยุดรถ ด้วยกลัวจะได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ข้อหาตุ๊ก ๆ ซิ่งป่วนเมือง เด็กประถมตกรถตายอนาถ
“เฮียเล้ง ลื้อหนีอั๊วทำไม?”
น้ำเสียงเล็ก ๆ ที่ยังไม่แตกเสียงหนุ่มเอาเรื่องไม่ใช่น้อย เฮียเล้งทำหน้าเหมือนอยากตาย หันหนีออกถนนใหญ่ เมื่อไม่ได้รับคำตอบ เด็กน้อยจากที่นั่งหน้าประตูเหล็กดัดก็ก้าวพรวดเข้าไปแทรกตัวนั่งระหว่างเฮียเล้งกับเพื่อนฝรั่ง โดยไม่สนใจสักนิดว่าคนอื่นจะว่ายังไง
“เดี๋ยวนี้ลื้อหนีหน้าอั๊วงั้นเหรอ กล้ามากเลยนะเฮีย!”
เพื่อนอีกคนที่ตอนนี้กลายเป็นคนนั่งติดริมประตูตุ๊ก ๆ แล้วหัวเราะหึหึ ชโงกบอกคนขับที่หน้าตื่นกับเหตุการณ์อันกะทันหัน
“ไปสยามครับลุง ด่วนเลย”
ตุ๊ก ๆ คันเล็กบึ่งออกไปตามคำสั่งอย่างด่วนได้ใจ ผู้โดยสารแต่ละคนคว้าที่ยึดจับเพื่อไม่ให้ตนถูกเหวี่ยงหลุดจากรถไปนอนแอ้งแม้งกลางถนน ถูกรถเก๋ง รถกะบะนานาที่แล่นตามหลังมาบดร่าง มีเพียงเด็กน้อยในเครื่องแบบประถมโรงเรียนเอกชนชื่อดังแพงหูฉี่ที่รวบคอญาติหนุ่มรุ่นพี่ไว้ ไม่ใช่เพื่อยึดเกาะ แต่เพื่อการข่มขู่คุกคาม
“ยังคิดจะหนีอั๊วอยู่อีกนะ เฮียเล้ง กี่ปีมาแล้ว ลื้อเคยหนีอั๊วพ้นรึไง!?!”
เด็กหนุ่มผู้ถูกตะคอกใส่ปัดมือน้อยนั้นออก ทำหน้าดุ “ลื้ออย่ามาเป็นบ้าใส่อั๊วน่า มันเงสึ วันนี้อั๊วไม่มีอารมณ์!”
“ลื้อไม่มีอารมณ์งั้นเหรอ เฮียเล้ง? ไม่มีอารมณ์อะไรกันห๊ะ !?! ไม่มีอารมณ์คุยกะอั๊ว รึไม่มีอารมณ์ขี้หลีชีกอกะจาโบ๊!?!”
เสียงที่แผดผ่านริมฝีปากบอบบางแสนสวยนั้นตรงข้ามกับลักษณะรูปร่างหน้าตาเสียจนคนขับรถต้องเหลือบตาลอบมอง แต่ไม่กล้าพูดว่ากระไร เพื่อนหนุ่มของเฮียเล้งหันหน้าออกไปคนละทิศคนละทาง ราวกับไม่อยากยุ่งกับเรื่องของผัว – เมีย
“ไม่เอาน่า อามันเงสึ ลื้อจะแหกปากให้มันได้อะไรขึ้นมา ขายขี้หน้าชาวบ้านเค้า...”
“ขายขี้หน้าเหรอ...ทีอย่างนี้ละ ขายขี้หน้าขึ้นมาเชียวนะ ทีตอนไปอ้อล้อสาวนอกใจอั๊ว ทำไมไม่คิดจะขายขี้หน้าบ้าง!?!”
“ซี้ซั้วต่าน่า...อั๊วไปจีบสาวแล้วเกี่ยวอะไรกับลื้อด้วย ลื้อเป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็กโน่นไป!”
“หนอย~ ไม่เกี่ยวกับอั๊วงั้นเหรอ อั๊วเป็นอะไรกับลื้อ แล้วลื้อเป็นอะไรกับอั๊ว ลืมไปแล้วรึไง?”
การโต้ตอบดูท่าว่าจะไม่จบลงง่าย ๆ ถ้าตุ๊ก ๆ ไม่เข้าจอดตรงจุดจอดรถรับ – ส่งผู้โดยสารของห้างดังที่เพื่อนของเด็กหนุ่มร่างโย่งสะกิดให้จอด ต่างคนต่างปีนลงจากรถด้วยความรีบเร่ง ทั้งจากเวลานัดพบอันใกล้จะมาถึงเต็มที และทั้งจากภัยที่เกิดจากไอ้เด็กมหาประลัยด้วย เฮียเล้งเบี่ยงตัว หลบกำปั้นน้อย ๆ ที่ทุบเอา ๆ ตุ้บตั้บลงจากรถไม่ใคร่พ้น สภาพเมื่อแลนดิ้งถึงจุดหมายจึงค่อนข้างบอบช้ำ
“พิษรักแรงหึง...”
เจ้าน็อต เพื่อนอีกคนของเฮียเล้งพูดลอย ๆ ขณะเบลคจ่ายค่าโดยสารให้ลุงคนขับ คนถูกค่อนหันมามองด้วยแววตาแข็งกร้าว
“เป็นแฟนลื้อ ลื้อจะไม่หึงงั้นสิ!?!”
คราวนี้คนว่ากระทบหัวเราะพรืด “หึง...หึงสิ ถ้าไอ้เล้งเป็นแฟนอั๊ว อั๊วจะหึงให้สาหัสเลย”
เขาล้อเลียนด้วยการใช้สรรพนาม อั๊วกับลื้อ อย่างเดียวกันกับที่คู่วิวาทใช้ มันเงสึไม่ได้สังเกต เพราะรีบงับทันทีทันใจ
“เห็นม้า เฮีย เพื่อนเฮียยังเห็นด้วยกับอั๊วเลย ทำไมลื้อถึงเห็นผิดเป็นชอบไปได้?”
คราวนี้สุดที่จะทนไหวจริง ๆ ทั้งน็อต และเบลคหลุดหัวเราะพรืดออกมา ตามด้วยการระเบิดหัวเราะดังกึกก้องจนคนแถวนั้นหันมามองทั้งถนน เฮียเล้งตาเขียวปั้ด มองเพื่อนเขม็งอย่างแค้น ๆ
“พวกแกเป็นเพื่อนแท้จริง ๆ ขอบใจนะ!”
-----------------------------------------------------------
เฮียเล้งและผองเพื่อนวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามายังร้ายเบเกอรี่ชื่อดัง ด้วยความรุงรัง นุงนังของเด็ประถมตัวนุ่งที่เกาะหนึบเป็นตุ๊กแกทำให้พวกเขามาสายกว่าเวลานัดกว่า 20 นาที ผู้นัดหมายไว้กับสาวสวยดูจะสติแตกกว่าเพื่อน นี่เป็นเดทแรกของเขากับน้องมุก แน่นอนว่าหากเขามาสายขนาดนี้ คะแนนความประทับใจที่น้องมุกจะมีต่อเขาย่อมติดลบไปเป็นพะเรอเกวียนเป็นแน่
ดวงตาคู่คมกวาดมองโต๊ะอาหารในร้าน ค้นหาสาวน้อยคนสวยที่ตนนัดพบ ...นั่นไง...น้องมุกอยู่ตรงนั้นน่ะเอง
หัวใจเฮียเล้งเต้นตุบตับแทบทะลักออกมานอกอก บอกชัดว่าเขาปลื้มปริ่มยินดีเดียงใดที่แลสบหน้าสายน้อยในดวงใจ เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะในมุมสงบ ร้ายล้อมด้วยเพื่อนสาวอีกสองคนตามแบบกุลสตรีที่ดี ผู้ย่อมจะไม่มาพบปะกับผู้ชายสองต่อสองในเดทแรก จำนวนเพื่อนสาวของน้องมุก พอดีกับผู้ช่วยพระเอกของเขาที่ตามมาเป๊ะ โดยไม่ได้มีการนัดแนะกันมาก่อนว่าจะจัดดับเบิลเดม หรือทริปเปิลเดท...ถ้าเขา เจ้าเบลค และเจ้าน็อตจีบติด จะเท่ากับนัดนี้เขายิงแฮ็ตทริคได้เชียวนา...
บุพเพสันนิวาสชัด ๆ
“โอ้โห นัดเที่ยวคนเดียว ตามมาอีกสอง ยังกะซื้อเหล้าพ่วงเบียร์ นี่กะจะมาถล่มเฮียเล้งให้เจ๊งบ้อท่าเลยล่ะสิ?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังมาจากด้านหลัง เล่นเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง เสียงของมันเงสึไม่เบาเลย เล่นเอาคนตั้งครึ่งร้านหันมายังต้นเสียง โชคดีที่น้องมุกและเพื่อน ๆ จัดอยู่ในประเภทครึ่งร้านที่ไม่ได้ยิน เพราะโต๊ะที่นั่งอยู่ห่างจากประตูร้านพอสมควร
ตะกี๊เขามีความสุขจนลืมว่าไอ้เหตุแห่งทุกข์มันตามติดเป็นอึปลาทองมาด้วย หัวสมองของเฮียเล้งปั่นจี๋หาวิธีกำจัดไอ้เจ้าอุปสรรคความรักออกไปจากชีวิต แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า แค่นี้เขาก็สายมากแล้ว การมาช้ากว่าเวลานัดในเดทแรกเป็นอนันตริยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฝ่ายที่มาสายเป็นฝ่ายชายผู้ตั้งใจจะสร้างความประทับใจแรกพบให้สาวสวย
เด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบมัธยมปลายยกมือขึ้นเสยผมกระเซิงจากรถตุ๊ก ๆ จองซิ่งให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าไอ้เบลคและไอ้น็อตกำลังทำอย่างเดียวกันกับเขา สำหรับเด็กวัยรุ่นที่กำลังคิดจะหาแฟน รูปลักษณ์ย่อมสำคัญที่สุด ขณะที่เฮียเล้งมองเงาของตนที่สะท้อนจากกระจกร้านเบเกอรี่ เขาเห็นสีหน้าของไอ้เด็กป่วนมันเงสึทำหน้าเบื่อระอาเต็มประดา...นี่ไง สาเหตุที่เขากับมันเข้ากันไม่ได้ แค่เรื่องที่คนเราอยากสวยอยากหล่อต่อหน้าคนพิเศษของตนมันยังไม่เข้าใจเล้ย~ ช่องว่างระหว่างวัยนำมาซึ่งความแตกต่างทางด้านความคิดและชีวิตประจำวัน เขาหวังว่าซักวันมันจะเรียนรู้ถึงบทเรียนข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่ว่า หนุ่ม ๆ ย่อมจะสนใจหญิงสาว ไม่ใช่ไอ้เด็กเพศเดียวกันจอมตื๊อตัวป่วน
--------------------------------------------------------------------------------
“สวัสดีครับ”
เสียงทักที่เก๊กหล่อเต็มที่ ทำให้สายน้อยผมหลอดที่กำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหันหลังไปมองยังที่มาของเสียง เด็กหนุ่มผมดำหน้าตี๋สวมเครื่องแบบโรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังที่เธอรับนัดไว้ปรากฏตัวขึ้นหลังเวลานัดร่วมครึ่งชั่วโมง
“สวัสดีค่ะ” เธอทักตอบพลางทำคอแข็ง เชิดหน้าเป็นทำนองว่า ชั้นกำลัง up set เหลือทนที่คุณมาสาย
เจ้ากรรมจริง ๆ ที่อีตาตี๋ที่เธอนัดไม่ได้สังเกตสังกาอะไรเลย ตานั่นเลื่อนเก้าอี้มานั่ง น้องมุกขัดใจนัก ถ้าอีตามกรธวัชชื่อจำยากคนนี้มาก่อนเวลาสักห้านาที ก็จะได้เลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งตามแบบเจนเทิลแมนปฎิบัติต่อเลดี้แล้วแท้ ๆ
ยังดีที่อุตส่าห์รู้ธรรมเนียมการเดท ว่าควรหาเพื่อนหนุ่มมาเบนความสนใจจากเพื่อนสาวที่เธอพามาด้วยเป็นแชปเปอโรน...ต๊าย~ ตาฝรั่งคนนั้นเท่จัง cool สุด ๆ ใจจริงแล้วน้องมุกชอบฝรั่งมากกว่าเจ๊กแท้ ๆ ...เสียดายจัง นั่งตรงนั้นคงจะเสร็จยัยอั้มแหง ๆ ...
ดวงตาคู่กลมโตด้วยคอนแท็กเลนส์บิ๊กอายสีฟ้ารับกับผมหลอดทำสีทอง แต่ขัดกันเต็มที่กับใบหน้าสุดหมวย เหลือบแลไปทางซ้ายของคู่เดทอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะเพื่อนที่นั่งขนาบทางด้านนั้นหน้าตาท่าทางเป็นหนุ่มไทยธรรมด๊า~ธรรมดา ไม่มีสิ่งใดสะดุดตา น้องมุกกำลังจะละสายตากลับไปมองหน้าคู่เดทของตนแล้ว ทว่าหางตาแวบเด็กน้อยผมสีอ่อนลากเก้าอี้จากโต๊ะข้าง ๆ มานั่งร่วมโต๊ะด้วยหน้าตาเฉย เล่นเอาคู่หนุ่มสาวเจ้าของโต๊ะซึ่งกำลังป้อนเค้กกันกระหนุงกระหนิงเบิกตาโต ประมาณว่า เฮ้ย~ มาได้ไงวะ
ไอ้เด็กคนที่ว่าโบกมือเป็นเชิงไล่ให้กลับไปสนใจกิจกรรมที่ทำอยู่ก่อนห้านี้ แถมยังกำชับให้อีก
“กิน ๆ ไปเหอะ คนที่ต้องระวังอั๊วไม่ใช่พวกลื้อหรอก”
ประโยคนั้นไม่ได้บ่งชี้ชัดเจนลงไปว่า แล้วใครกันแน่ที่ต้องระวัง แต่ลางสังหรณ์ทำให้น้องมุกขนลุกซู่
“น้องใครคะ น่ารักเชียว” เธอจำเป็นต้องแสดงบทนางงามรักเด็ก
สามหนุ่มสามมุมหันมองหน้ากันเหมือนหารือ ลงท้ายคู่เดทของเธอเป็นคนยอมรับด้วยใบหน้ากะเรี่ยกะราด
“น้องผมเองครับ ญาติน่ะ”
“เรียกว่าวงศ์อสัญแดหวาจะดีกว่านะ เฮีย” ไอ้เด็กนั่นแก้ให้
พื้นฐานน้องมุกเจ๊กจีนเกินกว่าจะเข้าใจว่าวงศ์อสัญแดหวามีความหมายแฝงเร้นอย่างไร และปัจจุบันความสนใจของเธอก็มุ่งไปทางฝรั่งมังค่าจนไม่คิดจะใส่ใจจำบทเรียนวิชาวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยมัธยมต้น จะยอมรับว่าไม่รู้ก็กลัวจะดูโง่ เลยเชิดหน้าเฉยไว้
เฮียเล้งนั่งหน้าซีด กลัวน้องมุกจะจับได้ว่ามันเงสึเป็นคู่หมั้นของตน...ถึงจะเป็นแค่ในนามก็เหอะ
หลังจากการเริ่มต้นอย่างน่าหวาดเสียว การแนะนำตัวอย่างไม่ราบรื่นเท่าใดนัก หนุ่มน้อยสาวน้อยก็เริ่มจะแยกกันคุยเป็นคู่ ๆ เผื่อว่าจะสปาร์ค เฮียเล้งและน้องมุกก็เช่นเดียวกัน จะผิดกับคู่อื่นก็เพียงแต่มีมันเงสึนั่งจ้องตาเป๋งอยู่ด้วยอีกคน
“คุยกันไปสิ ไม่ต้องสนใจอั๊วหรอก อั๊วแค่จะฟังเฉย ๆ”
พูดอย่างนั้นแล้วใครจะกล้าคุยกันเล่า? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฮียเล้งรู้แน่แก่ใจว่าคนอย่างมันเงสึไม่มีทางจะฟังเฉย ไ หรอก!
น้องมุกชักจะไม่ชอบใจไอ้เด็กตาดุคนนี้เสียแล้ว เธอไม่แคร์บทนางงามรักเด็ก หันไปประจ๋อประแจ๋กับหนุ่มตี๋แทน
“นัดน้องมุกออกมา มีธุระอะไรหรือคะ?” น้องมุกเล่นตัว ทั้งที่รู้ว่าหนุ่มตั้งใจจะจีบ
“เอ่อ...คือ...อยากจะคุยด้วยน่ะครับ...” เฮียเล้งผู้ไม่เคยจีบหญิงมาก่อนในชีวิตเก้อกระดาก หน้าแดงเรื่อ
“ถ้าอยากคุยกันเฉย ๆ แค่โทรมาหาก็ได้นี่คะ เบอร์โทรมุกมุก เล้งเล้งก็มีไม่ใช่เหรอ?”
“ปู้ด~” มันเงสึดูดโกโก้เย็นที่พนักงานเสิร์ฟนำมาวางให้ตรงหน้ารวดเดียวหมดแก้ว เสียงดังสนั่น ถล่มบรรยากาศโรแมนติกเรียบเป็นหน้ากลอง ทั้งหนุ่มเหน้าและสาวน้อยหันมามองอย่างตำหนิ เด็กน้อยสะบัดหลังมือใส่ เป็นทำนองให้หันกลับไป
“บอกแล้วไงไม่ต้องสนอั๊ว ยาวไป ยาวปาย...”
ทิฐิมานะบังเกิดแก่คู่เดททันที ด้วยต่างคนต่างนึกโมโหไอ้เด็กส่วนเกินที่กำลังขย้ำบราวนี่ช็อกโกแล็ตฟัดจ์ในจานของเฮียเล้ง หนุ่มสาวหันกลับมามองตากันด้วยความรู้สึกที่ว่า ถ้าไม่ได้เป็นแฟนกันในวันนี้แปลว่าตัวเองแพ้ไอ้เด็กนี่
“มุกมุกครับ ผมมีอะไรจะสารภาพ” เฮียเล้งเข้าเรื่องทันที
“ว่ามาเลยค่ะ” น้องมุกรับมุขด้วยแววตามุ่งมั่นจะเอาชนะเหนือไอ้เด็กวงศ์อสัญแดหวานั่น
“ผมรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นมุกมุก ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ ไม่กล้าพูดออกมา”
“อะไรหรือคะ?” เธอเอียงคอหลบตา ทำท่าสะเทิ้นเขินขวย
“ผมเคยเห็นผู้หญิงมาก็หลายคน แต่ไม่มีใครเหมือนมุกมุกเลย”
“ผู้หญิงแต่ละคนก็มีความงามแตกต่างกันออกไป จะเอาดอกกุหลาบไปเทียบกับดอกลิลลี่ว่าดอกไหนสวยกว่ากันไม่ได้หรอกค่ะ”
มันเงสึขมวดคิ้ว แก้มป่องเพราะอ้ำบราวนี่ไปทีเดียวครึ่งชิ้น...ยังไม่ได้ยินเฮียชมใครว่าสวยซักหน่อย รวมทั้งเรื่องดอกอะไรสวยกว่าดอกอะไรด้วย
“แต่มุกมุกก็สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตเลยนะครับ” ไหน ๆ สาวก็เปิดประเด็นเรื่องสวย ๆ งาม ๆ แล้ว เฮียเล้งเลยเดินแต้มต่อ
“ปากหวานจังเลยนะคะ พูดจริงหรือเปล่าเอ่ย?”
มุกมุกปลาบปลื้มเมื่อได้ฟังประโยคถูกใจ หล่อนหันหน้ามาสบตากับผู้ป้อนคำหวานด้วยดวงตาหยาดเยิ้ม หวังจะให้อีกฝ่ายตะลึงงันในรูปโฉมที่เธอบรรจงแต่งสุดฝีมือก่อนถึงเวลานัดเดท โปรยยิ้มที่บรรจงฝึกไว้อย่างดีหน้ากระจกมาตั้งแต่อายุได้แปดขวบ
มกรธวัชตะลึงงันดังที่เธอคาดไว้
เฮียเล้งมัวเหลือบมองมันเงสึด้วยความหวาดระแวงไม่ต่างอะไรกับคนที่สะพายระเบิดปรมาณูไว้บนเป้หลัง จึงไม่มีโอกาสมองน้องมุกให้เต็มสายตา จนเมื่อสาวน้อยอำนวยช่องให้สำรวจโฉมได้ ดวงตายิบหยีของเขาเบิกค้าง
น้องมุกมุกที่เขาเห็น และตกหลุมรักไม่ใช่อย่างนี้ซะหน่อย!!
ไม่ได้แปลว่า มุกมุกตรงหน้าเขาเป็นตัวปลอม เป็นปิศาจจำแลงแปลงตัวมายั่วหยอกแต่ประการใด เค้าหน้าของเธอยังเป็นน้องมุกทอง ตัวแทนจากโรงเรียนสตรีชื่อดังย่านใจกลางเมืองที่พบกับเขาในงานแข่งชิงความเป็นเลิศทางวิชาการคนนั้นไม่ผิดแน่ แต่ทำไม...ทำไม...
ใบหน้าขาว ๆ นั้นมาจากเชื้อชาติพันธุ์เดียวกันกับเขา เฮียเล้งจึงไม่ทันได้สังเกตความวิปลาสคลาดเคลื่อนอันบังเกิดแก่ใบหน้านั้น แต่ตอนนี้...ทำไมใบหน้านั้นถึงขาวเวอร์ราวกับทาแป้งงิ้ว ขนตายาวเฟื้อยพะเยิบพะยาบ เห็นได้ชัดว่าเป็นขนตาปลอม หนักจนดวงตาคู่ที่เสริมความใหญ่โตด้วยบิ๊กอายส์สีฟ้าถูกบังไว้กว่าครึ่ง ปัดมาสคาร่าสีฟ้ารับกับคอนแท็กเลนส์เสียด้วย เปลือกตาถูกระบายด้วยอายแชโดว์หนาตึกสีฟ้าระยิบระยับ ริมฝีปากระเรื่อได้รูปสวยที่เขาเก็บไปนอนฝันถึง ถูกเคลือบทับด้วยลิปสติกสีชมพูแจ๋น แน่นอนว่ามีเม็กกลิตเตอร์ระยิบระยับไม่ต่างกับเปลือกตา ทรงผมทำสีทองม้วนเป็นหลอดโต ๆ นั่นทำให้ใบหน้าที่ยังอวบอิ่มด้วยแบบี้แฟทยิ่งดูใหญ่โตขึ้นจนดูเหมือน เอ่อ...เหมือนลูกท้อ...ชายหนุ่มผู้ตกหลุมรักไม่รู้จริง ๆ ว่าน้องมุกมุกได้สังเกตความเป็นจริงข้อนี้หรือไม่ เธอจึงทาบรัชออนสีส้มพีช (แน่นอนว่าเป็นประกายระยิบระยับ) ไว้กลางแก้มทั้งสองข้าง ดูอีกทีก็เหมือนเด็กผีจีนในหนังผีกัดอย่ากัดตอบ เทียบกับขนาดไหล่และลำตัวแล้ว ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่องค์ประกอบโดยรวมทำให้เธอดูเหมือนถั่วงอกหัวโตไม่มีผิด!
เฮียเล้งเหงื่อแตกซิก กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างตึงเปรี๊ยะ...ซวยแล้วกรู ก่อนหน้านี้น้องมุกมุกไม่ใช่อย่างนี้นี่หว่า ตอนที่เขาเห็นเธอครั้งแรก น้องมุกโคตรจะน่ารักเลย เป็นสาวน้อยในชุดนักเรียน ใบหน้าเกลี้ยงเกลาใสปิ๊ง ตากลมดำขลับเหมือนเม็ดลำไย ผมยาวเหยียดตรง
ตอนนั้นทั้งเขาและเธออยู่ทัธยมต้นปีสุดท้าย เฮียเล้งหาทางทำความรู้จักอยู่นานพอสมควรกว่าจะได้เบอร์โทรศัพท์มือถือของน้องมุกโทรหาจ๊ะจ๋าช่วงปิดเทอม พอโรงเรียนเปิด ทั้งสองอยู่ชั้นมัธยมปลายจึงได้ฤกษ์นัดเดทกัน ที่จริงเฮียเล้งรู้อยู่ก่อนแล้วว่าทันทีที่เปิดเทอม น้องมุกก็ทำผมเป็นสีทองทันทีเพราะเธอเล่าผ่านโทรศัพท์ให้ฟังว่าไปทำสีผมกับพี่วอ เฮียเล้งเป็นผู้ชายแท้ ๆ ที่ไม่เคยสนใจร้านเสริมสวยไม่ว่าจะชื่อดังหรือด้อยเพียงใด ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อช่างผมที่น้องมุกมุกอวดให้ฟัง เขายังทวนคำไปอย่างงง ๆ ว่า ว. วชิรเมธีรับทำผมด้วยหรือ? นั่นทำให้น้องมุกงอนเขาไปตั้งสองเดือน
โรงเรียน ม. ปลายบางแห่งอนุญาตให้นักเรียนทำสีผมได้แล้ว จึงไม่เป็นอุปสรรคแก่น้องมุกในการทำสีผมทองอร่ามไปเรียน แต่ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่เฮียเล้งจะไม่คุ้นชินกับน้องมุกคนผมทองจนรู้สึกเหมือนต้องทำความรู้จักกันใหม่ ที่จริงน้องมุกคนนี้แทบจะไม่มีอะไรเหมือนน้องมุกคนเก่าที่ดูใส ๆ ชาญฉลาด และมีชั้นเชิงในการตอบโต้ ทว่าน้องมุกตรงหน้าเขาเหมือนจะมีชั้นเชิงในเรื่องจริตหญิงเสียมากกว่า ราวกับจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน โดยเฉพาะใบหน้าฉาบสีพาสเทลระยิบระยับนั่น...เกินบรรยายจริง ๆ
“อย่าจ้องเอาจ้องเอาอย่างนั้นสิ มุกมุกเขินน้า~”
น้องมุกตีความว่าที่เฮียเล้งนิ่งอึ้งตะลึงลานไปนั้นเป็นเพราะโฉมเอยโฉมงามอร่ามแท้แลตะลึงของเธอ ใจจริงแล้วน้องมุกมุกอยากพูดว่า ‘ตกตะลึงในความงามของมุกขนาดนั้นเลยหรือคะ’ มากกว่า คนถูกปรามสะดุ้งอีกเฮือก เพิ่งรู้ตัวว่าเขาจ้องเธอจนเสียมารยาท
เฮียเล้งเข้าใจหัวอกพ่อมาก ตอนเห็นแขนยาวเหยียดของแม่นาคยื่นลงไปเก็บมะนาวใต้ถุนบ้านขึ้นมาทันที
“ขอโทษครับ” เฮียเล้งกระเดง้ตัวลุกขึ้นยืนตรงฉับพลันราวกับกำลังเตรียมตัวเคารพธงชาติ เพื่อนฝูงแตกตื่นตกใจ
“อะไรวะ ไอ้เล้ง!?!” เสียงเจ้าน็อต ที่กำลังจะคั่วเพื่อนน้องมุกได้ ร้องขึ้น
“ต้องกลับบ้านแล้วรึ เจ้าเล้ง!?!” เบลค ผู้ไม่ใคร่แฮปปี้กับน้องอั้มถามขึ้นอย่างมีชั้นเชิง
มันเงสึรู้แกว จัดการงาบเค้กทั้งของตัวเองและของเฮียเล้งเรียบวุธ พลางพูดเสียงคับปาก
“จะรีบไปไหนล่ะเฮีย? ยังไม่สปัซซั่มกันเลยไม่ใช่เรอะ?”
ญาติผู้พี่รู้แล้วว่ามันเงสึสังเกตเห็นคู่เดทของเขาและสิ่งผิดปกติบนใบหน้าตั้งแต่แรก จึงใจเย็นเพียงพอที่จะยอมให้คู่หมั้นของตนจู๋จี๋กับจาโบ๊ต่อหน้าต่อตา...ไอ้เด็กนี่มันรอนาทีนี้อยู่
“อั๊วต้องรีบกลับแล้ว เดี๋ยวเตี่ยด่า”
เฮียเล้งลงทุนแทนตัวเองด้วยคำว่าอั๊ว เรียกแปะเต็งว่าเตี่ย ด้วยรู้ว่าน้องมุกมุกเกลียดนัก คำจีนแบบนี้...เธอเรียกเตี่ยว่าแด๊ดดี้เสมอ
“เพิ่งคุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย ถ้าต้องรีบกลับบ้าน ทำไมถึงเลือกนัดน้องมุกมุกวันนี้ล่ะคะ?”
เธอชักสีหน้า บอกอาการว่าเริ่มจะมูดดี้ เฮียเล้งกลืนน้ำลายเอื๊อก ถอยหลังออกมาสองก้าวอย่างระย่อภัย
“ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ ที่มีความผิดพลาดแบบนี้เกิดขึ้น” ...ก็จะให้เขาพูดอะไรดีกว่านี้เล่า!?!...
“เล้งเล้งมาสายตั้งครึ่งชั่วโมง ให้มุกมุกรอตั้งนาน คิดว่าจะแต่งหน้าเก้อซะแล้ว แล้วเล้งเล้งก็มา อยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะไป จะให้มุกมุกคิดยังไงคะ นี่เล้งเล้งคิดว่ามุกมุกเป็นอะไร จะนัดเมื่อไรก็นัด จะกลับเมื่อไรก็กลับงั้นเหรอ!?!”
เธอซอยคำถี่ยิบไม่มีช่องว่างหายใจเหมือนรถไฟด่วน เฮียเล้งชักจะหวั่นใจว่าหากเป็นแฟนกับน้องมุกมุกต่อไป อีกสิบปีข้างหน้า แต่งงานกันไปเขาจะเถียงเธอทันไหมนี่?
“ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครทำให้มุกมุก up set ได้ขนาดนี้เลย เล้งเล้งแย่มากเลยนะคะ คิดว่าหัวใจผู้หญิงเป็นอะไร นึกอยากจะจีบก็จีบ นึกอยากจะโทรก็โทร ที่ผ่านมามันคืออะไร ที่เล้งเล้งโทรมาหามุกมุกอาทิตย์ละสี่ห้าครั้งนั้น เล้งเล้งคิดแค่จะคุยเฉย ๆ ฉันท์มิตรเท่านั้นน่ะเหรอ มุกมุกไม่เชื่อหรอกนะ สิ่งที่เล้งเล้งทำไม่เหมือนกับที่เพื่อนทำต่อกันซะหน่อย”
เสียงของน้องมุกดังคับร้าย ผู้คนโต๊ะอื่น ๆ เริ่มจะหันมามองยังโต๊ะของพวกเขามากขึ้น ยิ้ม ๆ บ้าง ซุบซิบบ้าง เฮียเล้งแทบแทรกแผ่นดิน
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้น้องมุกรู้สึกไม่ดีเลยครับ เพียงแต่วันนี้สถานการณ์ไม่ปกตินิดหน่อย” ...เฮียไม่ได้โกหกนะ...
“เล้งเล้งไม่ต้องมาแก้ตัวหรอก มุกมุกรู้ดีว่าเล้งเล้งแค่พูดให้มันพ้น ๆ ตัวไป ทำไมหรือคะ ทีตอนคุยโทรศัพท์น่ะ คุยได้ตั้งยาว เที่ยงคืนตีสองก็ยังคุยได้ไม่ต้องหลับต้องนอน ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นมาถึงได้ห่างเหินไปเหมือนเป็นคนอื่น มุกมุกไม่คิดเลยว่าตัวเองจะดูคนผิดขนาดนี้ ดูภายนอกเล้งเล้งออกจะดูดีมีความรับผิดชอบ คิดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วจะเป็นผู้ชายแบบนี้”
“จู...” เสียงนั้นเบาจนถูกพายุอารมณ์ของสาวน้อยกลบมิด
“ลงท้ายแล้วเล้งเล้งก็ทำเหมือนมุกมุกเป็นขยะ เป็นของเก่าที่เล้งเล้งไม่ต้องการ เอ๊ะ! หรือว่าที่เล้งเล้งเปลี่ยนไปก็เพราะมีคนใหม่กันแน่คะ ถึงได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้!?!”
“อาจู...” เสียงนั้นดังขึ้นอีกเท่าตัว คราวนี้ดังขึ้นตอนน้องมุกมุกหยุดกลืนน้ำลาย – หายใจพอดี เธอจึงหันขวับ
แล้วฉับะลันก็ทำหน้าตกใจแบบคนที่รู้ว่าตัวเองพลาดไปเสียแล้ว
“ฮั่นแน่ ชื่อไทยชื่อมุกมุก ชื่อจีนชื่ออาจู~”
ไอ้เด็กที่บอกกับใคร ๆ ก่อนหน้านี้ว่าจะฟังเฉย ๆ เริ่มต้นแผลงฤทธิ์แล้ว น้องมุกมุกหน้ายักษ์ กระทืบเท้าเหฟมือนทศกัณฐ์
“ชั้นมีชื่อฝรั่งว่า เพิร์ลลี่ ด้วยนะยะ!”
“อั๊วม่ายสนจาย ลื้อชื่ออาจู จูมุก หรือจูหมูกันแน่ฮึ?”
คราวนี้น้องมุกถึงกับกรี๊ดออกมาอย่างไม่แคร์สื่อ คนทั้งร้านหันมามองโดยไม่ต้องแอบเหลือบอีกต่อไป
“แม่แกน่ะสิ เป็นหมู ไอ้เด็กเวร ไอ้เด็กเปรต! ฯลฯ”
ไม่รอให้น้องมุกร่ายมหากาพย์จนจบเรื่อง เฮียเล้งและผองเพื่อนกระโจนพรวดออกจากร้านโดยพร้อมเพรียงกัน ยังดีที่เฮียไม่ลืมลากคอเสื้อคู่กรณีน้องมุกคนล่าสุดปลิวติดมือมาด้วย กระนั้นไอ้เด็กเปรตที่น้องมุกยังตะโกนตอบโต้เสียงดังล้งเล้งเป็นเจ๊กทะเลาะกันลั่นสำเพ็ง
“แม่อั๊วเลิกทำผมหลอดมาสิบปีแล้วโว้ย ยัยจูหมู กระแดะทำเป็นฝรั่ง โด่เอ๊ย! ลื้อน่ะ แซ่อะไรว้า?”
เฮียเล้งสาบานได้ว่าเขากระโดดลงบันไดเลื่อน 3 ตุ้บก็ถึงพื้นข้างล่างแล้ว แต่เสียงกรีดร้องโหยหวนของน้องมุกยังก้องลงมาได้ยินถนัดหู เหงื่อกาฬแตกซิก มือไม้เย็บเฉียบ นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เขาอกหัก...หรือหักอกก็แล้วแต่เหอะ แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย
“กิ๊กลื้อเต้นงิ้วได้ด้วยว่ะ เฮีย” มันเงสึยังหัวเราะกิ๊กกั๊กคิกคักด้วยความสะใจ เฮียเล้งตีหน้ายักษ์ใส่
“ทำเกินไปแล้วนะ ลื้อน่ะ อั๊วจะมองหน้าน้องมุกมุกต่อไปได้ยังไง?”
“อย่าบอกนะ ว่าลื้อยังอยากดูหน้าอีอยู่?” เด็กน้อยห่อไหล่ ทำท่าสยองขวัญ “เข้าร้าน S&P ดูหน้าเค้กกไม่ต่างกันร้อก~”
“ชิบหายแล้ว!”
เบลคสบถลั่น จนกลายเป็นเป้าสายตาคนทั้งชั้น เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงเป็นฝรั่ง สายตาตำหนิก็เปลี่ยนเป็นอึ้งปนทึ่ง ที่ฝรั่งสามารถสบถคำหยาบไทยได้อย่างชัดเจนจนแอนดรูว์ บิ๊กส์ และคริส เดลิเวอรี่ต้องยกนิ้ว
“อะไรของมึง ไอ้เบลค?” เจ้าน็อตทำหน้าตาตื่นตามน้ำเสียง ตลอดจนอากัปกิริยาลุกลี้ลุกลนของเพื่อน
“พูดถึงเค้ก เลยนึกขึ้นได้ แล้วนี่ใครจ่ายค่าขนมวะเนี่ย?”
สุภาพบุรุษทั้งสามมองหน้ากัน กลืนน้ำลายดังเอื๊อก หน้าซีดลง ซีดลง...มีเพียงมันเงสึที่ยังหัวเราะถูกอกถูกใจ
“วันนี้อาจูอีเลี้ยง อั๊วเจี๊ยะซะเปรมพุงเลย เซี่ย เซี่ย หนี่”
ขนมและเครื่องดื่มของร้านเบเกอรี่อันเป็นที่นัดพบนัดเดทของไฮซิ้มอย่างน้องมุกมุก แน่นอนว่าต้องราคาแพงหูดับตับไหม้ เฮียเล้งเห็นในเมนูตอนออร์เดอร์ แต่ละหน่วยราคาไม่ต่ำกว่าสองร้อย มันเงสึกระหน่ำสั่งเค้กสี่เครื่องดื่มสอง...นี่เฉพาะของมันเองนะ ตอนนั้นเฮียเล้งคิดว่าไอ้อึปลาทองกะจะถล่มเขาให้หมดตัว ยังนึกกระหยิ่มอยู่เลยลว่าอั่งเปาตรุษจีนเฉพาะที่คุณน้าอแมนด้าให้เขาก็พอจะเลี้ยงเค้กน้องมุกได้เป็นร้อยชิ้น ถือว่าอัฐแม่ซื้อขนมลูกก็แล้วกัน แต่ปรากฏว่า มันเงสึวางแผนเดินเกมลึกล้ำกว่านั้นมาก
“ซักห้าพันได้มั้ง...” เฮียเล้งคำนวณ “ป่านนี้อาจูอีก่นโคตรก๋งอั๊วสะดุ้งจนฮวงซุ้ยไหวแล้วมั้งเนี่ย...”
เบลคหัวเราะก๊าก เมื่อพบว่าในที่สุด สหายตนก็เรียกน้องมุกมุกว่าอาจู ตามไอ้เด็กป่วนมันเงสึจนได้
“แล้วไงต่อดี จะกลับไปจ่ายให้อีไหม?”
น็อตตั้งประเด็น คราวนี้ทุกคนหลบตาวูบ...ก็ใครจะกล้ากลับไปให้เจ้าหล่อนสำเร็จโทษล่ะ?
“อั๊วไปให้เองก็ได้” มันเงสีอาสาหน้าตาเฉย เฮียเล้งจ้องเขม็ง ตาเขียวปั้ด
“ยังจะมีหน้าไปเจอเค้าอีกเหรอ ลื้อนี่มันไม่รู้สำนึกเอาซะเลย”
คราวนี้มันเงสึชักสีหน้า “ก็ถ้ามันทำให้ลื้อไม่ไปเจออีอีก อั๊วก็นับว่าคุ้มละน่า!”
เบลคกับน็อตอุทิศตนเป็นลูกคู่ให้ไอ้หนูมหาประลัย ตบมือกระทืบเท้าเป่าปากลั่นห้าง
“วี้ด~วิ้~ว หึงเฮียเค้าหรือจ๊ะ อามันเงสึ”
“พวกลื้อต้องเรียกอั๊วว่าอาซื้อตะหาก” เจ้าตัวติงเสียอีกแน่ะ
เฮียเล้งเห็นว่าชักจะไปกันใหญ่ จึงจับคอเสื้อด้านหลังมันเงสึรวบเข้าต่างว่าเป็นสายจูงหมา แล้วลากออกจากห้างสรรพสินค้าอันเป็นสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว ไม่สนใจต่อเสียงแซวหาว่าเขาเคอะเขินของเพื่อนหนุ่มอีกสองหน่อ
“อั๊วขอเป็นชายโฉดกินแล้วชิ่ง ดีกว่ากลับไปเจอหน้าน้องมุกอีกหนว่ะ ไม่รู้จะตีสีหน้ายังไงเวลาโดนกรี๊ดใส่”
“เห็นเพื่อนน้องจูหมูมุกคุยนักคุยหนาว่ารวยแสนรวย ตัดผมย้อมผมทีละหลายพัน หิ้วกระเป๋าใบละหลายหมื่น จ่ายค่าขนมแค่นี้คงไม่ถึงกับหมดตัวหรอกมั้ง” น็อตพูดกลั้วหัวเราะพลางเดินตามเพื่อนออกจากห้างต้อย ๆ
“คงไม่ใช่อีกะว่าเราจะเลี้ยง เลยไม่ได้เตรียมเงินมาหรอกนะ” เบลคยังหัวเราะมารอยู่
“จะห่วงอีทำไม” เด็กน้อยผมสีอ่อนทะลุกลางปล้องเสียงแข็ง “อย่าบอกนะว่าลื้อแอบชอบจาโบ๊คนเดียวกันกะเฮียเล้ง!?!”
องครักษ์พิทักษ์เฮียทั้งคู่ส่ายหน้าพรืด ๆ อย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกันซะด้วย
“พวกเราไม่คิดจะเอาตัวเองไปเสี่ยงภัยกับน้องจูหมูมุกหรอก มันน่าสะพรึงกลัวเกินไป”
พอดีกับจังหวะนั้นมีแท็กซี่ผ่านมา เฮียเล้งโบกมือให้จอด เปิดประตูด้านหลังแล้วกดหัวมันเงสึยัดเข้าไปในตัวรถ
“โอ๊ย เฮีย! แค้นอะไรอั๊วนักหนาเฮอะ ลื้อรอดเงื้อมมืออาจูอีมาได้เพราะอั๊วนะ!”
“หุบปากแล้วนั่งเฉย ๆ ไปเลยป่ะ ไม่งั้นอั๊วชู้ตลื้อกระเด็นไปกลิ้งอยู่กลางถนนแน่!”
เฮียเล้งสำทับ พลางกระแทกตัวลงนั่ง เมื่อผู้โดยสารครบคน แท็กซี่เขียวเหลืองก็แล่นออกไปจากห้างใหญ่ย่านสยามสแควร์ หนุ่มเจ้าของเดทเหลียวมองตัวตึกจนลับสายตา
To be continue
* จู : จีนแต้จิ๋วหมายถึงไข่มุก พ้องกับจู : จีนแมนดาริน ที่แปลว่าหมู
จากคนพิมพ์ : ขอแจ้งข่าวสำหรับทุกท่านที่ติดตามซีรีส์แสงอุษาและ tsukiyomi อยู่นะคะ เนื่องจากท่านอีเห็นระวังภัยมีความจำเป็นบางประการ ดังนั้นจึงของดลง fic นับจากนี้เป็นต้นไปค่ะ
ขอบคุณที่อ่านและให้กำลังใจกันมานานนะคะ *โค้ง*