หยุดยาวไปหนึ่งอาทิตย์ ในที่สุดก็กลับมาแล้วค่ะ แฮ่~ (ไม่ได้ไปเที่ยวไหนนะคะ ทำงานง่ะ)

อีก 2-3 ตอน เรื่อง Lust of Angel ก็จะจบแล้วค่ะ แต่ก่อนที่จะจบ ก็ขอคั่นจังหวะกันนิดหน่อยด้วย fic อีกเรื่องหนึ่ง เพราะดูเหมือนสถานการณ์ปัจจุบันของ canon นารุโตะกำลังดำเนินไปถึงจุดที่ fic เรื่องใหม่ใช้เป็น complex ของเรื่องอยู่ เพราะฉะนั้น Lust of Angel จะพักสักระยะนะคะ เปิดโอกาสให้ fic เรื่องใหม่ลงก่อน 3 ตอนเท่านั้นเอ๊ง

อ้อ ว่าจะแจ้งตั้งนานแล้ว แต่ลืม ลื๊ม ลืม ได้ทุกทีสิน่า ตอนนี้บอร์ดของข้าพเจ้าเปิดใหม่แล้วนะคะ ถ้าท่านใดสนใจก็เชิญไปวิ่งเล่นแถวนั้นได้นะคะ ที่นี่ ค่ะ (ส่วนเวบอยู่ ที่นี่ นะคะ)

ไปอ่านต่อกันเลยเนอะ

 Lust of Angel : Chapter 21
by อีเห็นระวังภัย


ผู้คนทั้งสองอัฒจรรย์ฮือฮากับพฤติกรรมบ้าเลือดของโคนัน แม้กระทั่งผู้ร่วมแข่งขันคนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกัน พนักงานทั้งคู่ของสีน้ำเงินและสีแดงดูจะตกอกตกใจหวิดจะเสียขวัญด้วยซ้ำ ความตระหนกเป็นของสีน้ำเงินในขณะที่ความหวาดหวั่นเป็นของสีแดง คาคุซึที่ถูกจับอุ้มพาดบ่าเหมือนกันร้องอุทานอะไรสักอย่างออกมาเมื่อเห็นภาพโคนันแบกโอโรจิมารุวิ่งตามหลังมาอย่างกระชั้นเหมือนคลื่นสีน้ำเงินกำลังจะกลืนกินเรือน้อยที่ทาสีแดง คิซาเมะคงได้ยินเสียงอุทานของเพื่อนจึงหันมามอง แล้วก็อ้าปากค้าง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา โคนันก็แซงเข้าโค้งไปล่วงหน้าพ้นจุดวิ่งเข้าสู่สารพันอุปสรรคที่เตรียมไว้ทดสอบความรักของสามีในเกมแบกเมีย คิซาเมะทันได้เห็นโอโรจิมารุที่ยื่นมือยื่นไม้ ขยับปากเหมือนจะร้องตะโกนออกมาว่าช่วยด้วย แต่ไม่มีใครทันได้ยิน เพราะความเร็วในการวิ่งแบกเมียของโคนัน

หล่อนเขย่งเก็งกอยข้ามรั้วที่เอาไว้ใช้ในกีฬาวิ่งข้ามรั้วที่ยืมมาจากโรงเรียนวัดข้างบริษัทพร้อมกรรมการมวยตับจากและอุปกรณ์อีกหลาย ๆ อย่าง รั้วไม่ล้มเพราะขาของเธอยาวพอใช้ แต่หัวของโอโรจิมารุห้อยลงมาต่ำกว่าก้นของเธอเสียแล้วด้วยน้ำหนักตัวผู้ชายทำให้เคลื่อนตัวลื่นไหลลงมาจากบ่าของเธอ แต่โคนันยังไม่ยอมแพ้ ใช้เล็บจิกลงบนหน้าแข้งเมียจนสีน้ำเงินที่ทาไว้ถลอก เลือดซึมออกมาตามแผล โอโรจิมารุแหกปากร้องเสียไม่มีดี ผมยาวที่เซ็ตไว้อย่างดีตกลงมาคลุมหน้าคลุมตาตามแรงโน้มถ่วงลากไปตามพื้น ท่านป๋าประธานร้องออกมาราวกับเป็นท่านเองที่ถูกแบกด้วยวิธีหฤโหดแบบนั้น หัวของคนถูกแบกกระแทกขอบรั้วโป๊ก ๆ ทุกครั้งยามโคนันข้ามรั้วไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 รั้ว วิ่งข้ามแอ่งน้ำโคลนที่ฝ่ายจัดเตรียมสนามเพิ่งขุดขึ้นเมื่อครู่ เอาโคลนจากท้องร่องมาเทไว้จนเต็ม ความที่แอ่งมีขนาดราว 5 x 5 เมตร ต่อให้เป็นช้างก็ไม่สามารถข้ามไปได้โดยไม่สัมผัสโคลน โคนันจึงโชว์ความแข็งแกร่งของจิตใจที่เธอว่าไว้แต่ต้นด้วยการลุยลงไปเลยอย่างไม่กลัวเปื้อนเปรอะเลอะเทอะ โคลนเปื้อนขึ้นมาถึงเอว  นั่นหมายความว่าหัวของโอโรจิมารุย่อมต้องจุ่มโคลนลงไปถึงใต้ราวนม หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์กรีดร้องลั่น ยิ่งทำให้โคลนเข้าปากมากยิ่งขึ้นไปอีก ผมยาวสลวยนั้นถูกโคลนจับเป็นแผ่น ๆ ราวกับไปทำทรีตเมนต์หมักโคลน ท่านประธานซารุโทบิทนไม่ไหวถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความสงสารชะตากรรมของไอ้หนูเมียน้อยของตน

โคนันเหลือบตามองผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงวิ่งข้ามรั้วอย่างทุลักทุเล แล้วแสยะยิ้มมุมปาก เธอล่วงหน้าคิซาเมะและคาคุซึมาโข ที่เหลือหัวสมองของเธอคงจะวางแผนทิ้งช่วงให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอปีนห่วงยาง 10 ห่วงที่ร้อยห้อยลงมาจากต้นไม้สูงปรี๊ดริมสนามได้อย่างคล่องแคล่วทั้งที่ยังแบกเมียอยู่ เสียนิดเดียวที่หัวของโอโรจิมารุไปขัดอยู่กับห่วงยางอันหนึ่ง โคนันดึงก็แล้ว กระชากก็แล้ว เมียที่เธอแบกก็ยังไม่หลุดจากห่วงยางซะที แถมแหกปากร้องโหยหวนอีกต่างหาก เธอจึงต้องเสียเวลาปีนลงมาแกะออกให้ ทำให้คิซาเมะแบกคาคุซึใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ยัยโคนันยืนขึ้นเกาะกิ่งไม้ด้วยมือข้างหนึ่งราวนางสวาหะที่ยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลม มืออีกข้างคว้าห่วงมือจับสำหรับการโดดหอ ตะโกนบอกอะไรโอโรจิมารุสักอย่างสู้กับเสียงลมบนยอดไม้ ผมไม่ได้ยินเพราะมันไกลและสูงเกินไป ผมเห็นโอโรจิมารุดิ้นรน มือจีบตีนจิก ร้องโวยวายลั่น แต่ยัยโคนันไม่มีความปราณีเหลืออยู่ในหัวใจอีกแล้ว เธอปล่อยมือข้างที่เหนี่ยวกิ่งไม้มาจับห่วงโดดหอ แล้วถีบตัวลงจากกิ่งไม้ทันที!

เสียงกรีดร้องดังขึ้นระงม ไม่ใช่เพื่อความบ้าบิ่นของโคนัน แต่...ไม่รู้สิ...อาจเพื่อไว้อาลัยให้โอโรจิมารุที่อาจตกลงมาตายในระหว่างทางที่เชือกขึงเอาไว้ได้ทุกเมื่อ ท่านประธานซารุโทบิเป็นลมทันทีตั้งแต่ยัยโคนันโดดลงมาแล้ว หน่วยพยาบาลกำลังปฐมพยาบาลกันวุ่นวาย ผมคิดว่าติดต่อสัปเหร่อวัดธาตุทองเลยจะได้ผลกว่านะ

แต่เหตุการณ์อะไรก็ตามที่เราหวังใจไว้ลึก ๆ ว่าจะได้ดู บางทีมันก็ไม่มีให้ดูซะเฉย ๆ ทั้งที่ควรจะมีแท้ ๆ ยัยโคนันแลนดิ้งลงบนพื้นดินได้อย่างงดงาม โดยที่โอโรจิมารุยังอยู่บนหลังเป็นเมียให้เธอแบกต่อไปยังจุดอุปสรรคข้างหน้า ผมมองไม่เห็นหน้าโอโรจิมารุในตอนนี้ แต่คิดว่าอาจจะสลบไปแล้วก็ได้ โคนันหันไปมองคู่แข่งขันที่เหลืออีกสามคู่ คิซาเมะเริ่มหอบแฮ่ก ๆ กำลังพยายามปีนห่วงยางโดยที่ตัวเปื้อนโคลนไปทั้งตัว...คาดว่าคงหกล้มในด่านบ่อโคลน คาคุซึก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ส่วนทีมของพนักงานที่เหลืออีก 2 คู่ยังงมอยู่ในด่านบ่อโคลนอยู่เลย เมื่อหันกลับมาอีกที เธอก็วิ่งถึงด่านต่อไปแล้ว...สนามเด็กเล่น!

ท่อสีสดสำหรับเด็กลอด เล็กเกินกว่าผู้ใหญ่สองคนที่ขี่คอกันมาจะมุดเข้าไปได้ โคนันสำรวจอยู่พักหนึ่งแล้วจึงปล่อยโอโรจิมารุลงกับพื้น ร่างนั้นทรุดฮวบลงกองนิ่งไม่กระดุกกระดิก ไม่ได้แช่งนะ แต่ผมคิดว่าบางทีโอโรจิมารุอาจตายไปแล้วก็ได้ โชคดีที่ป๋าประธานยังไม่ฟื้นขึ้นมาเห็นสภาพของไอ้หนูเมียน้อยสุดที่รัก มิเช่นนั้น วัดธาตุทองอาจได้ใบจองทีเดียวสองศาลา

ยัยโคนันมีวิธีแยบคายในการผ่านด่านนี้ด้วยการถอยหลัง เอาก้นเข้าไปก่อน แล้วกระเถิบตัวไปด้านหลัง มือทั้งสองลากศพเมียเข้าไปด้วย แข้งขาของโอโรจิมารุอ่อนยวบไม่มีอาการขัดขืนใด ๆ ทั้งสิ้น จนผมอดคิดไม่ได้ว่ายัยโคนันอาจเอาโอโรจิมารุยัดท่อแล้วเดินไม่รู้ไม่ชี้ออกมาหาคุณตำรวจ บอกว่าโอโรจิมารุคือใคร ดิฉันไม่รู้จัก หน้าที่หาศพเป็นของคุณตำรวจไม่ใช่หรือ อะไรทำนองนี้

อย่างไรก็ตาม เธอก็โด่งก้นมุดออกมาจากท่อยาวนั่นโดยนำ (ศพ) โอโรจิมารุออกมาด้วย จัดการเอาพาดบ่าอีกครั้งแล้ววิ่งตึ้ก ๆ ไปโหนตัวที่ราวอย่างคล่องแคล่วจนน่าสงสัยและสะพรึงในพลังแขน แบกขึ้นโดมโค้งสำหรับฝึกการทรงตัวได้โดยไม่พลัดตกลงมา แล้วจึงไปยังอุปสรรคสุดท้าย คือไม้ลื่น ปีนบันไดขึ้นไปอย่างกระฉับกระเฉงเมื่อเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม แล้วจากนั้นก็ลื่นไถลลงมา หัวของโอโรจิมารุลากครืดไปกับแผ่นไม้ลื่น ตั้งแต่บนสุดจนมาถึงจุดที่โคนันหยุดลื่นแล้วลุกขึ้นยืน ตอนนั้นเองที่ผมได้สังเกตเห็นว่าโอโรจิมารุยังมีชีวิตอยู่ทั้งที่ทิ้งแขนทิ้งขาเหมือนตุ๊กตายัดนุ่นเก่า ๆ ให้โคนันลากไปมาตามอำเภอใจอยู่นาน เพราะเห็นมันสะอื้นฮั่ก ๆ อย่างสุดจะทนทานไหว ผมสงสารมันนะ แต่ก็ชื่นชมในวีรกรรมที่มันทำร่วมกับโคนัน คว้าชัยชนะมาให้สีน้ำเงินของเรา เมื่อโคนันวิ่งเข้าเส้นชัย นำโด่งทิ้งคู่แข่งที่นั่งลงอย่างสิ้นหวังอยู่หน้าท่อมุดเพราะเข้าไปข้างในไม่ได้

“โคนันนำชัยชนะในเกมแบกเมียมาให้สีน้ำเงินนำไปอีกครั้ง 4-3 ครับผม!”

เสียงไชโยโห่ร้องของทางสีน้ำเงินดังขึ้นชนิดที่ว่าต่อให้เป็นฝ่ายได้ครองถ้วยก็คงไม่ดีใจขนาดนั้น โคนันหอบแฮ่ก ๆ แต่ก็ยังยิ้มอย่างภาคภูมิใจ โบกมือไปทั่วโดยที่คอคล้องเหรียญทองเอาไว้ ฝ่ายจัดงานเอาเหรียญสวมคอให้โอโรจิมารุที่ยังนอนอยู่กับพื้นในลักษณะเดียวกับตอนที่โคนันทิ้งมันลงจากหลังชนิดท่าไหนท่านั้น

“สีน้ำเงินนำแล้ว ความลำบากยากแค้นแสนสาหัสของชั้น ห้ามพวกนายทำมันไร้ค่าเด็ดขาดนะ!”

ยัยโคนันพูดประโยคนี้ทันทีที่กลับมาถึงเวทีกลาง สีน้ำเงินทุกคนก้มหน้า รู้สึกเหมือนตัวสั่นเป็นเยลลี่ปีโป้ ไม่กล้าต่อกรกับโคนันผู้แข็งแกร่ง โคนันยอดคนเถื่อน ด้วยการบอกกับเธอว่า คนที่ลำบากยากแค้นแสนสาหัสที่แท้จริงน่ะ กำลังถูกหน่วยพยาบาลใส่เปลหามมาคืนให้ป๋าประธานที่เพิ่งจะได้สติสมประดีเมื่อครู่นี้เอง

โอโรจิมารุค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกว่ามีใครกุมมือของตนอยู่ เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นคือท่านประธานซารุโทบิ ไอ้หนูเมียน้อยก็ปล่อยโฮ ลุกขึ้นโผเข้ากอดสามีตัวจริงแน่น ท่านประธานน้ำตาไหลอาบหน้า กอดตอบไม่ไยดีต่อโคลนเลอะ ๆ ที่เปื้อนตั้งแต่หัวตลอดจนร่างกายท่อนบนของเมียน้อยจะทำให้สูทอาร์มานี่ราคาแพงหูดับของท่านต้องเปื้อนไปด้วย...หลายคนที่ใจอ่อนหน่อยถึงกับปาดน้ำตาให้กับภาพซาบซึ้งตรงหน้า มีเพียงหญิงสาวจิตใจหยาบกระด้างอย่างโคนันเท่านั้นที่สะบัดหน้าหนีร้องเชอะ!

อิทาจิทำหน้าเหมือนดูหนังเรื่องไททานิคจบลงโดยที่พระเอกไม่ได้ตาย มองไปที่คู่รักต่างวัยทั้งคู่อย่างชื่นชม

“น่าอิจฉาจัง สักวันความรักของฉันจะเป็นแบบนี้ไหมนะ?”

อิทาจิเปรยถึงความรัก! ผมกำลังจะเอ่ยปากเสนอตัวเป็นผู้สร้างความรักอันหวานชื่นยิ่งกว่านี้แก่อิทาจิ แต่เจ้าฮิดันปากไวกว่า มันเลยแซวอิทาจิขึ้นมาก่อน...ไอ้จิ๊กโก๋เอ๊ย! จะจีบใครก็ต้องกวนประสาทเขาก่อนรึไงฟะ!?!

“อาจเป็นได้นะ แต่ก่อนอื่น นายต้องสร้างคุณสมบัติแรกขึ้นมาก่อนด้วยการเป็นเมียน้อยประธาน...”

ผมกระทืบเท้าเจ้าฮิดันสุดแรง มันร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ ยกขึ้นกุม แล้วเสียงหัวเราะคุ้น ๆ มีลักษณะเฉพาะก็ดังขึ้น

“รุ่นพี่ฮิดันรู้เคล็ดลับดี ๆ เยอะเชียวนะครับ”

เจ้าโทบินั่นเอง ที่เสียงของมันเป็นลักษณะเฉพาะก็เพราะว่ามันพูดผ่านหมวกกันน็อคน่ะเอง ท่าทางมันกลับเป็นปกติแล้ว สงสัยหมอจะรักษาได้โดยไม่ต้องตัดทิ้งทั้งพวง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เห็นทีจะกลับบริษัทไม่ได้อีกหนึ่งอาทิตย์เป็นอย่างน้อย

ทุกคนในที่นั้นเมื่อเห็นมันเข้า ต่างก็มามะรุมมะตุ้มถามถึงอาการบาดเจ็บที่มันได้รับเสียจนผมเข้าไม่ถึงตัว ต้องแยกออกมานั่งรอเฉย ๆ อยู่กับเจ้าฮิดัน จนเคลียร์สนามเสร็จ โฆษกจึงประกาศชนิดกีฬาต่อไป

“เกมต่อไปนี้ขอเป็นพิเศษแต่ระดับหัวหน้าแผนกนะครับ”

คราวนี้เสียงเฮปนกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นอย่างถูกอกถูกใจ จริง ๆ ไฮไลท์ก็อยู่ตรงการแข่งของพวกหัวหน้านี่แหละ

“เงียบ ๆ หน่อยครับท่านผู้ชม ขอฝ่ายละ 3 คนนะครับ ถ้าเป็นไปได้ช่วยเลือกคนที่ยังไม่ลงแข่งภาคบ่ายนี้ด้วยจะดีมาก”

“ใครยังไม่ลงแข่งภาคบ่ายบ้างล่ะ?” อิทาจิถามขึ้น ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว

“นาย/คุณ ไงล่ะ/ครับ” ทุกคนตอบพร้อมกันอีกต่างหาก

“ไม่เห็นจำได้...” อิทาจิบ่น ทำหน้านึก

“ก็จำไม่ได้ก็ถูกแล้วไงครับ ไม่เคยแข่งจะไปมีความทรงจำอะไร” คิซาเมะเหลืออดเหลือทน

“งั้นเหรอ...แล้วอีกสองคน จะเลือกใครล่ะ?”

ผมกางหูฟังบทสนทนาของทางสีแดง ที่ในที่สุดก็เลือกตัวแทนโดยใช้อิทาจิ เพน และเซ็ตสึดำ

“สอดแนมมาได้ความแล้ว ก็เลือกทางฝ่ายเราบ้าง”

โคนันที่เลอะโคลนไปทั่วท่อนล่างของร่างกาย สลับกับโอโรจิมารุที่เลอะท่อนบนตลอดจนหัวหูถามขึ้น สปิริตของเธอสูงมาก เพราะเธอยังอยู่วางแผนการแข่งให้กับทีมสีน้ำเงินก่อนโดยยังไม่ยอมไปล้างโคลนออก ผิดกับโอโรจิมารุที่ทันทีที่ลุกไหวก็รีบไปเข้าห้องน้ำล้างโคลนออก สระผม เป่าผมเรียบร้อย ตอนนี้กำลังฉะอ้อนป๋าอยู่เพราะหมดหน้าที่แล้ว

“ป๋า...ป๋าต้องจัดการยัยโคนันให้หนูนะ มันจะฆ่าหนูป๋าก็เห็น...”

บอกตามตรงว่าผมเห็นด้วยกับโอโรจิมารุนะ ใครก็ตามที่เห็นการแข่งขันแบกเมียนี้ย่อมเห็นด้วยกับโอโรจิมารุทั้งนั้น

“ตกลงตามนี้นะ เดอิดาระ โทบิ แล้วก็เซ็ตสึขาว” เสียงยัยโคนันกล่าวสรุป

เฮ้ย! ผมยังไม่ได้เตรียมตัวเลย ส่งรายชื่อกันแล้วเรอะ?

ผมหันไปจะประท้วงโคนัน แต่เมื่อเห็นแววตาอำมหิตนั้นเข้าก็ต้องหุบปากเงียบเป็นหอยกาบ

“ไม่ต้องปฏิเสธอะไรทั้งนั้น เดอิดาระ นายมันแพ้มาตลอด ถ้าไม่ติดว่าเขาให้เลือกคนที่ยังไม่ลงแข่งภาคบ่าย ชั้นจะไม่มีวันให้แกลงแข่งไปสร้างความอัปยศให้สีน้ำเงินอีกเด็ดขาด!”

ผมไม่กล้าขัดขืนคนที่ถึกขนาดแบกโอโรจิมารุผ่านด่านวิบากแล้วชนะเลิศได้หรอกครับ...

ใจผมเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ผุดลุกผุดนั่ง ไม่รู้ว่าจะไปพบเจอกับชะตากรรมแบบใด ถ้าเจออย่างเกมแบกเมียเมื่อครู่ มีหวังผมตายแน่ ขนาดโอโรจิมารุที่ชนะเกมแย้ลงรูอันเท่ากับเป็นการรับรองความสามารถว่าอึดปานแรด ยังหมดสภาพ แล้วเด็กหนุ่มอินโนเซ็นส์บอบบางอย่างผมล่ะ? ดีหน่อยที่ครั้งนี้ผมได้ลงสนามแข่งกับอิทาจิอีกครั้ง...แถมครั้งนี้ไม่มีเจ้านายซาโซริเป็นอุปสรรคเสียด้วย หนทางรักราบรื่นเหมือนเทพอุ้มสม คิดแล้วผมก็ฮัมเพลงพรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด...

“เป็นอะไรของนายวะ ตะกี้ทำหน้าเหมือนจะถูกพาเข้าโรงเชือด แต่ตอนนี้ดันฮัมเพลงเสียนี่?”

เจ้าฮิดันส่งโออิชิให้ผมเพิ่มพลัง แล้วนั่งลงเอาหลังชนกันกับผมที่นั่งอยู่กับพื้น ห่างจากกลุ่มคนพอสมควร มันเอนตัวทำท่าจะนอนหงายลงมา ทำเอาผมที่กำลังจะยกขวดโออิชิชาเขียวขึ้นดื่มถึงกับหน้าทิ่ม จึงตอบแทนมันด้วยการเอนตัวไปทางมันบ้าง เอนไปเอนมาสักพักก็หมดแรงด้วยกันทั้งคู่ นี่ผมทำบ้าอะไรอยู่ฟะ? ควรเก็บแรงไว้แข่งไม่ใช่เรอะ!?!

“เดอิดาระ...” เจ้าฮิดันเรียกชื่อผม มือไล้ลงบนเส้นผมสีทองยาว ๆ ของผมแล้วสางเล่น ดึงปอยหนึ่งไปส่องกับแสงแดด ผมเห็นเพราะหันไปมองมันอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว “อะไร?” ผมตอบรำคาญ ๆ กระตุกผมกลับมา

“สู้เขานะ” มันกระซิบเบา ๆ แต่ผมก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน เพราะหลังเราอยู่ติดกันขนาดนี้น่ะ

ผมเงียบไปพักหนึ่ง ใบหน้าร้อนผ่าว ปกติผมหน้าด้านจะตาย มาเขินมาอายอะไรตอนนี้ฟะ?

“ฮื่อ...ขอบใจนะ” ผมตอบมันได้เท่านี้เอง...มือของมันก็ยื่นมาจับมือของผมไว้

เราจับมือกันอยู่อย่างนั้น จนโฆษกประกาศเรียกตัวเพื่อไปแข่งกีฬา ผมจึงค่อย ๆ ดึงมือออกจากมือมัน

“ขอเชิญนักกีฬาทุกท่านมายังสนามแข่งขันด้วยนะครับ เราจะเริ่มแข่งกันแล้ว เกมนี้ชื่อเกม หาของตามสั่งครับ”

ระดับหัวหน้าแลตากัน ด้วยไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนี้ หลังจากที่ผ่านเกมแบกเมียกันมาอย่างสาหัส แต่กองเชียร์ของทั้งสองสีโห่สนั่น คงคิดว่าคงจะเป็นเกมง่าย ๆ ไม่สะใจคอซาดิสม์...ระดับหัวหน้ามาแข่ง ก็ควรจะเจอของหนัก ๆ หน่อยถึงจะถูก

“ขอให้ทั้งหกท่านมาจับสลากที่โฆษกด้วยนะครับ ข้อความในสลากจะถูกอ่านออกไมค์ โดยเก็บเป็นปริศนา 1 ข้อในแต่ละทีม พอกรรมการให้สัญญาณ ก็เชิญผู้เข้าแข่งขันทุกท่านออกวิ่งหาของกันได้ทันที...เอ้า เชิญจับสลากเลยครับ”

ทุกคนเข้าแถวจับสลากด้วยใจระทึก จับเสร็จก็ยื่นส่งให้โฆษก จดไว้ว่าใครได้โจทย์อะไร เมื่อจับครบคน สลากจึงถูกอ่านออกไมค์

“เอาละครับ ได้เวลารู้เสียทีว่าใครได้หาอะไร...ของที่ให้หานี่มีทั้งคน สัตว์ สิ่งของ คละกันไปนะครับ”

“สีแดง เพน ให้ไปหาเสื้อขนมิงค์ของโอโรจิมารุ…”

เจ้าของเสื้อขนมิงค์ในประกาศถึงกับสะดุ้ง เมื่อมีชื่อตนอยู่ในสลากด้วย

“สีแดง เซ็ตสึดำ ให้พานายหญิง ภรรยาประธานบริษัทแสงอุษามาเข้าเส้นชัย”

คราวนี้ผมหันไปมองโอโรจิมารุ...เอ~ มันเป็นเมียน้อยนี่หว่า แล้วเมียหลวงท่านประธานซารุโทบิมาด้วยเรอะ?

“สีแดง อิทาจิ...เก็บเป็นปริศนาครับ”

เสียงโห่ดังขึ้นอีกครั้งอย่างขัดใจ รู้อยู่หรอกว่าเพื่อความสนุก และทำให้อีกฝ่ายยากจะป้องกันในการเอาชนะแบบทีมใดได้ 2 ใน 3 คะแนนก่อนชนะ แต่พอปิดเป็นความลับอย่างนี้มันก็คาใจอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน

“สีน้ำเงิน เซ็ตสึขาว ให้ไปพา บูล ที่อยู่ในโรงอาหารมาเข้าเส้นชัย”

โจทย์นี้เล่นเอาเซ็ตสึขาวเหงื่อตก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า บูล หรือ Bull เป็นหมายักษ์ชื่อสมตัวที่อาศัยอยู่ในโรงอาหารมาตั้งแต่ตั้งบริษัท ท่ามกลางความเอ็นดูของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าบุคลากรร่วมกันเลี้ยงไว้ ตัวมันจึงใหญ่เท่าวัวพ่อพันธุ์ และขี้เกียจสุด ๆ ชนิดนอนได้ทั้งวัน จะให้พามาถึงสนามหลังบริษัทนี้ได้ แทบจะเรียกว่าหมดหวัง

“สีน้ำเงิน เดอิดาระ อะแฮ่ม...ให้พาคนที่สวยที่สุดในสายตาคุณเข้าเส้นชัยมาด้วยกัน”

คราวนี้เสียงเฮดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวอย่างถูกใจ...คงเตรียมล้อผมกันแล้วล่ะสิว่าผมเห็นว่าใครสวยที่สุดในบริษัท...ผมหันไปมองคนสวยที่สุดในสายตาผมอย่างเทอดทูนรักใคร่ ถ้าผมพาอิทาจิเข้าเส้นชัย จะนับว่าใครชนะระหว่างสีแดงและสีน้ำเงินนะ? ก็อิทาจิเป็นผู้เข้าแข่งขันเหมือนกัน แถมผมยังไม่รู้ด้วย ว่าอิทาจิต้องหาอะไร?

“สีน้ำเงิน โทบิ...เก็บเป็นปริศนาครับ”

เจ้าโทบิก้าวขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับผม หันไปมองเซ็ตสึดำของทีมสีแดงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วยักคิ้วให้...ผมดูรู้แม้ว่ามันจะใส่หมวกก้นน็อคอยู่ก็ตาม เจ้านี่น่าสะพรึงกลัวชะมัด

“เอาละครับ เข้าที่ ระวัง ไป!”

ความชุลมุนเกิดขึ้นทันที เซ็ตสึขาวรีบวิ่งตรงไปยังโรงอาหาร และมันก็หายไปจากสนามแข่งไปเลย...เพนผู้รู้จุดหมายของตน วิ่งตรงไปยังเวทีกลาง มุ่งหน้าไปยังโซฟาที่ประธานเฒ่ากับเมียเก็บหนุ่มอี๋อ๋อกันอยู่ ถามเสียงกระชาก ๆ

“โอโรจิมารุ เสื้อขนมิงค์ของนายอยู่ที่ไหน!?!”

เจ้าของเสื้อตกใจกับอาการกระหายชัยชนะของผู้จัดการผู้เคยเยือกเย็นตลอดมา จึงตอบออกไปโดยไม่ทันคิด

“วันนี้แข่งกีฬาสี ชั้นเลยเอาฝากป๋าไว้ เห็นป๋าแขวนไว้หลังเวทีแน่ะ”

เพนกระโจนพรวดเดียวถึงหลังเวที ท่านประธานซารุโทบิตั้งสติได้ดีกว่าหน่อยจึงร้องขึ้น

“ไปบอกมันทำไม!?! ถ้าเพนได้ไป สีแดงก็ชนะนำเราไป 1 แต้มน่ะสิ!”

โอโรจิมารุสะดุ้งเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ “แล้วจะทำยังไงดีล่ะป๋า เพนมันปลดเสื้อจากตะขอแขวนได้แล้วนะ!”

“เพื่อชัยชนะของสีน้ำเงิน เราสองคนต้องรวมพลังปกป้องเสื้อขนมิงค์ไว้ด้วยชีวิต!”

ว่าแล้ว ท่านประธานซารุโทบิกับไอ้หนูเมียน้อยเจ้าของเสื้อก็โดดเข้าตะครุบตัวเพนไว้ ใช้สองแรงแข็งขันช่วยกันยื้อเสื้อคลุมขนมิงค์ราคาแพงนั้นไว้สุดกำลัง เพนฮึดฮัด ทำท่าเหมือนอยากจะหลังมือเข้าให้สักฉาดแต่ก็ไม่กล้า เพราะเป็นประธานกับไอ้หนูของประธานมายื้อไว้ ดึงกันไปดึงกันมาอยู่ครู่ใหญ่ ก็ได้ยินเสียงโอโรจิมารุกรี๊ดขึ้นมาสุดเสียง

“อ๊า~ ตะเข็บปริแล้ว!!”

เซ็ตสึดำหมุนหันซ้ายหันขวาอยู่นาน แล้วนั่งลงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะไม่รู้จักภรรยาของประธานบริษัทแสงอุษา...อะฮ้า~ อย่างนี้สีน้ำเงินก็ได้เปรียบเห็น ๆ 3 ต่อ 2 ผมรีบตรงดิ่งไปที่อิทาจิที่หันมาพอดี...

...เราสบตากัน และโลกหยุดหมุน...

“อะ...อิทาจิครับ ผม...ผมขอให้...”

ผมยังพูดไม่จบประโยค เจ้าโทบิก็กระโจนเข้าแบกอิทาจิขึ้นบ่าเหมือนกำลังเล่นเกมแบกเมีย พาวิ่งเข้าเส้นชัยไปทันที!

เฮ้ย! เจ้าโทบิมันได้คำสั่งอะไรฟะ!?!

ก่อนหน้าจะถึงเส้นชัยเพียงไม่กี่ก้าว อิทาจิก็ขยับตัวนิดหน่อย ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าโทบิคงอุ้มแล้วทำให้เจ็บสินะ...แต่แล้ว เท้าเรียวที่หุ้มด้วยรองเท้าบู๊ตหนาหนักนั่นก็ยกขึ้น แล้วเตะเข้าที่เป้าหมายเดิม คือหว่างขาของเจ้าโทบิอีกครั้ง!

คนทั้งสนามร้องโอ๊ย! ดังลั่นไปถึงปากซอยอีกครา คราวนี้ทุกคนสวดมนต์ให้ไข่นุ้ยของเจ้าโทบิ ด้วยมั่นใจว่าจะไม่มีวันกลับมาใช้การได้ดังเดิมอีกต่อไป เจ้าหนุ่มหัวหมวกกันน็อคคู้ตัวลงกุมเป้า อิทาจิลงจากหลังมาอย่างง่ายดาย ถือโอกาสที่คนแบกตัวเองมาถึงหน้าเส้นชัยกำลังกุมเป้าอยู่มือไม่ว่างปัดป้อง ถอดหมวกกันน็อคสีน้ำเงินนั้นเดินเข้าเส้นชัยไปอย่างสง่างาม

“ยอดเยี่ยมมากครับ อิทาจิสีแดง เข้าเส้นชัยพร้อมกับของในโจทย์คือหมวกกันน็อคของโทบิได้แล้ว! สำหรับโทบิที่คงจะหมดสภาพที่จะแข่งเกมนี้ต่อได้แล้ว ผมก็ขอเฉลยเลยก็แล้วกันว่า โจทย์ของเขาคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลที่อยู่สีแดงครับ!”

...มิน่าล่ะ มันถึงตรงเข้ามาแย่งอิทาจิไปจากผม หวังจะได้ 1 คะแนนจากชัยชนะ และตัดกำลังคู่ต่อสู้ไป 1 คนด้วยสินะ...ผมฮึดฮัด...แล้วคนสวยที่สุดในสายตาผมที่ต้องพาเข้าเส้นชัยล่ะ? เมื่อผมกวาดสายตาไปรอบ ๆ สนามก็พบเข้ากับโคนัน! คนสวย! ผมลืมไปว่าสำหรับคนปกติทั่วไป คำว่าคนสวยน่ะ ใช้กับผู้หญิงต่างหาก ถึงต่อให้ผมพาอิทาจิเข้าเส้นชัยไปก็อาจถูกปรับแพ้ก็ได้ ผมจึงวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาโคนันที่เวทีกลาง ซึ่งเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในที่นั้น

“เอ้า คนสวย ไปช่วยกันนำชัยชนะมาสู่สีน้ำเงินหน่อยเร็ว!”

ผมพูดเร็วปรื๋อ ดูยัยโคนันจะเข้าใจทันที ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชัยชนะของสีน้ำเงิน หล่อนกับผมควงแขนกันเข้าเส้นชัย...

“สีน้ำเงินตามมาที่ 1 ต่อ 1 แล้วครับ เรามาดูกันเถอะว่าคะแนนตัดสินจะมาจากสีใด!?!”

ได้ยินอย่างนั้นผมก็ชักกระวนกระวาย เจ้าโทบิหมดสภาพที่เราจะฝากความหวังได้อีกต่อไป ดังนั้น สีน้ำเงินจึงรอคอยการมาถึงของเซ็ตสึขาวกับ Bull เหมือนรอคอยการมาถึงของพระผู้ไถ่ เมซไซอาห์

แต่แล้ว ความหวังของสีน้ำเงินก็พังทลายลงเมื่อคนที่วิ่งเข้าไปสู่เส้นชัยคือเพนที่มือถือเสื้อคลุมขนมิงค์กะรุ่งกะริ่งที่แขนขวาขาดไปข้างหนึ่งเข้าเส้นชัยไป โดยมีป๋าประธานและโอโรจิมารุเจ้าของเสื้อที่ร่วมมือกันต่อสู้สุดชีวิต เพื่อปกป้องเสื้อคลุมขนมิงค์และชัยชนะของสีน้ำเงินสุดกำลัง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความแข็งแกร่งของเพนในที่สุด ทั้งคู่กอดกันร้องไห้อย่างน่าเวทนา ในมือถือเศษเสื้อขนสัตว์ที่เมื่อครู่ยังเป็นแขนขวาของเสื้อคลุมขนมิงค์ตัวงามราคาเหยียบล้านอยู่เลย

“ในที่สดเพนก็กลับมาพร้อมกับเสื้อขนมิงค์ของโอโรจิมารุแล้วครับ ผู้จัดการเพนเป็นผู้นำชัยชนะมาให้สีแดงนำไป 2 ต่อ 1 การแข่งขันกีฬากระชับความสามัคคีตอนนี้แต้มมาเท่ากันอีกแล้วครับ อยู่ที่ 4 ต่อ 4 ช่างคู่คี่น่าตื่นเต้นเหลือเกิน!”

To be continue

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอย โหดเหลือหลาย อะไรกันหนอทีทำให้หญิงสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งต้องบากบั่นล่ำสันขนาดนี้ Kanan the Terrible

สงสารโอโรจิมารุอยู่พักหนึ่ง แต่พอพบว่าไปอาบน้ำไดร์ผมจนเรียบร้อยแล้ว อ้าว ไม่เป็นอะไรเลยนี่หว่า (ทางกายนะ)

แหม หมั่นไส้ๆ ทำอย่างกะจะไปออกรบ เกินความเป็นกิ๊กแล้ว

ใึครคือเมียหลวงท่านประธานคะ embarrassed ยังมีผู้หญิงอายุรุ่นนั้นอยู่ด้วยหรือ

#1 By ffr -_- on 2009-07-12 16:00

กร๊ากกก ท่าน ffr คิดว่าน้องโคนันเธอเป็นหญิงสาวตัวเล็ก ๆ หรือคะ? สมัยที่ข้าพเจ้าเห็นแสงอุษาครั้งแรกนี่ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าก๊วนนี้มันเป็นบอยแบนด์ทั้งหมดเลยนะคะ บอยจริง ๆ คือไม่ notice ซักนิดเลยว่ายัยโคนันเค้าเป็นผู้หญิงน่ะค่ะ (ถ้าจะเห็นว่าใครสวยที่สุดจนน่าจะเป็นผู้หญิงก็คงจะเป็นอิทาจิ) ใช้เวลาอยู่นานพอดูทีเดียว (อันที่จริงถ้าเทียบกับนางาโตะ เธอก็ล่ำกว่านางาโตะอีกเหมือนกัน)

เมียหลวงประธาน...รอเฉลยตอนหน้านะค้า~ จวนละ ๆ (แต่จริง ๆ น่าจะเดาได้นะ)

#2 By k9 on 2009-07-12 21:08

กำลังพยายามนึกถึงผู้หญิงที่อายุมากที่สุดในเรื่องอยู่ หรือว่าจะเป็นคนนั้น

หรือจะรุ่นเดียวกับโอโรจิ๊
หรือว่าไม่ใช่ผู้หญิง sad smile

#3 By ffr -_- on 2009-07-14 00:26

คุณอนม. อย่างน้อยเราควรให้เครดิตที่ดูดีกับเพศเดียวกันบ้าง เธอกล้าเสียบดอกไม้บนหัวเชียวนะ (ลาล่าลูลู่)

อย่างน้อยเธอก็มีชื่อที่สมกับตัว Konan / Conan ยอดคนแดนเถื่อนquestion

#4 By ffr -_- on 2009-07-14 00:33

555+ ฮาหัวทิ่มหัวตำค่ะ555+

สงสารเซ็ตสึดำอ่ะ-*-

โทบิด้วยสิ......wink

#5 By Madam Darkness on 2009-09-13 16:05

#6 By 12345 (125.24.12.238) on 2009-11-05 14:40