[นารุโตะ-fanfic] Tsukiyomi - ดุจดาวเดือนดับ Chapter 1 (Uchiha(s) x Itachi) Warning : INCEST
posted on 13 Jul 2009 19:14 by jacknife in Writing
Title : Tsukiyomi - ดุจดาวเดือนดับ
Author : อีเห็นระวังภัย
Paring : Uchiha(s) x Itachi
Rate : NC-17
Chapter : 1
Warning : INCEST
Tsukiyomi – ดุจดาวเดือนดับ : Chapter 1
ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชกมาวูบหนึ่ง หมู่ใบไม้ที่ร่วงจากต้นปลิวลิ่วลอยควะคว้าง แล้วกลับตกลงสู่พื้นดิน มีเพียงใบเดียวเท่านั้น ที่สายลมยังตลบย้อนช้อนขึ้นพัดพาไป ดุจจะไม่ยอมปล่อยให้ใบไม้นั้นปลิวหายไปห่าง
อุจิวะ ซาสึเกะ กระชับเสื้อเข้าแนบตัวให้แน่นขึ้น เรียกเสียงทักทายจากเบื้องหลัง
“หนาวรึไง?”
“ไม่หนาวฮะ” เด็กน้อยยังปากแข็ง “ผมยังเคยฝึกตัวในที่ที่หนาวกว่านี้”
เขาพูดเหมือนอวด เรียกรอยยิ้มอันหาได้ยากจากริมฝีปากอีกฝ่าย...ซาสึเกะจับจ้องไว้เหมือนจะให้จดจำตราตรึง
อุจิวะ อิทาจิก้าวเข้ามาทรุดตัวนั่งต่อหน้าน้องชาย เขาถอดเสื้อคลุมของตนออกคลุมให้
“เอ้า...ใส่มือเข้ามาในแขนเสื้อสิ” เขาร้องเตือนเมื่อเด็กชายทำตัวแข็ง
“ไม่อ่ะ” เป็นเสียงปฏิเสธจากผู้เยาว์วัยกว่า “ผมไม่หนาว...พี่หนาวก็ใส่ไว้เถอะ”
อิทาจิเลิกคิ้ว “พี่ไม่หนาวหรอก”
“โกหก!” เด็กน้อยแย้ง “ไม่หนาวแล้วจะใส่เสื้อคลุมกันหนาวออกจากบ้านทำไม ผู้ใหญ่นี่ขี้โกหกอ่ะ”
คราวนี้ผู้เป็นพี่ชายถอนหายใจ “พี่หนาว...” เขาค่อย ๆ อธิบาย “แต่ก็ทนได้ นายเป็นเด็ก ทนหนาวได้น้อยกว่าผู้ใหญ่”
“ผมไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ!” ซาสึเกะแย้งเสียงดัง แต่ยอมสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อคลุมตัวนั้นด้วยพิสมัยในความอบอุ่น ทั้งจากตัวเสื้อและไอความอบอุ่นจากร่างของผู้ที่สวมใส่อยู่ก่อนหน้า มันอุ่นจนเขาสงสัยว่าถ้าอีกฝ่ายโอบกอดเขาไว้ มันจะอุ่นถึงเพียงนี้ไหมหนอ...
จมูกน้อย สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ อันมาพร้อมกับไออุ่นที่ยังคงค้างอยู่ในตัวเสื้อ
“หอมดีจัง” ซาสึเกะเงยหน้าสบตาพี่ชาย อิทาจิทำหน้าพิกล เขาจึงรีบเปลี่ยนประเด็น “ต้องขอบคุณแม่ที่ซักรีดให้ใช่ไหมฮะ?”
รอยยิ้มอ่อน ๆ ที่ดูเหมือนจะโล่งใจฉาบอยู่บนใบหน้านั้น เด็กน้อยสงสัยเหลือเกินว่าทำไม
“อิทาจิ ซาสึเกะ หนาวแล้วนะ ทำไมยังไม่รีบเข้าบ้านกันอีก!”
น้ำเสียงทรงอำนาจกังวานขึ้นเบื้องหลัง ซาสึเกะหันขวับไปมอง...พ่อนั่นเอง...เด็กน้อยไม่ทันเห็นผู้เป็นพี่ชายที่ค่อย ๆ ยันร่างขึ้นจากท่าคุกเข่า หันไปยังเสียงเรียกช้า ๆ ด้วยใบหน้าเฉยเมย
“เข้าบ้านได้แล้ว” อุจิวะ ฟุงาคุ ย้ำคำ เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อสบตากับลูกชายคนโต ซาสึเกะคิดว่าถึงเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างพ่อก็ยังหนาวได้เลยนี่ ทำไมอิทาจิพูดว่าไม่หนาวนะ? ลูกชายคนเล็กของตระกูลอุจิวะวิ่งผ่านหน้าผู้เป็นพ่อเพื่อเข้าบ้าน แต่ฟุงาคุสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้า
“นี่เอาเสื้อของพี่เขามาใส่ได้ยังไง!?!” น้ำเสียงของพ่อดุดันจนซาสึเกะสะดุ้ง
“ผมให้ซาสึเกะใส่...พ่อบอกเองไม่ใช่หรือว่าหนาวแล้ว”
อิทาจิตอบด้วยเสียงเย็น ๆ ...อาจเย็นกว่าลมหนาวที่พัดอยู่รอบกาย...เขาสบตานิ่งอยู่ครู่ใหญ่ สักพักผู้เป็นบิดาจึงถอนหายใจ “เอาเถอะ ซาสึเกะ รีบ ๆ เข้าบ้านไป” เขาหันไปออกคำสั่งกับลูกชายคนเล็ก “ส่วนลูก...อิทาจิ...”
เขาหันมา...ดวงตามองสำรวจบุตรชายคนโตอย่างพินิจพิจารณา
“ขึ้นไปชั้นบนกับพ่อ”
--------------------------------------------------------
“แม่ฮะ...แม่ฮะ...ทำไมพ่อเขารักแต่พี่ ไม่สนอกสนใจผมเลย?”
ผู้เป็นมารดาละมือจากการเตรียมอาหารเย็น หันหน้ามาหา “อะไรนะจ๊ะ?”
“พ่อดุผมที่เอาเสื้อกันหนาวของพี่มาใส่” เด็กน้อยพูด...หน้ามุ่ย “ก็พี่เขาให้ผมใส่เองแท้ ๆ นะ”
หญิงสาวกระพริบตาปริบ ๆ “พี่เขาต้องทำภารกิจนินจา” เธอหาเหตุผล “ถ้าป่วยไข้ไม่สบายไป จะมีผลต่อภารกิจ ถ้าพลาดละก็ ถึงแก่ชีวิตเชียวนะจ๊ะ พ่อเขาคงเป็นห่วงเรื่องนี้ อย่าคิดมากไปเลยจ้ะ”
“งั้นเหรอฮะ?” เด็กน้อยกระตือรือล้น “พ่อเขาไม่ได้รักพี่มากกว่าผมใช่ไหมฮะ?”
“เหลวไหลจ้ะ” เธอฝืนปั้นยิ้มยากเย็น “พ่อทุกคนก็รักลูกเท่ากันทั้งนั้นแหละ”
--------------------------------------------------------------
อาหารเย็นมื้อนั้นดำเนินไปในบรรยากาศอันแปลกประหลาด อุจิวะ ฟุงาคุ หัวหน้าครอบครัว ดูจะมีความสุขเสียเหลือเกิน ซาสึเกะจะไม่แปลกใจเลยถ้าเขาเกิดเห็นพ่อผิวปากออกมาเป็นเพลง ในขณะที่อิทาจิเงียบขรึมกว่าเมื่อกลางวันมาก ซาสึเกะยังเด็กเกินกว่าที่จะสังเกตและสรุปความได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพี่ชาย
เด็กน้อยใช้ตะเกียบคีบปลาในจานแบ่งของตนชิ้นโตใส่ชามพี่ชาย...เป็นความเสียสละที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก
“ทานข้าวเยอะ ๆ นะฮะพี่” เขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “พี่ยิ่งไม่ค่อยเจริญอาหารอยู่แล้วด้วย”
อิทาจิหันมาทางเขา มองนิ่งอยู่ ดวงตาคู่นั้นเหมือนต้องการบอกอะไรสักอย่าง แต่มีม่านหมอกอันมองไม่เห็นมาบดบังไว้ แม่ของเขาคีบปลาอีกชิ้นให้อิทาจิ ปลายตะเกียบกระแทกกับปากชามข้าวดังกึก
“นั่นสิ...ทานเยอะ ๆ นะจ๊ะ จะได้มีแรง เวลาพ่อเขาเรียกไปฝึก”
อุจิวะ ฟุงาคุเงยหน้าขึ้นจากอาหาร ดวงตาเขม้นมองมายังผู้เป็นภรรยา จากมุมที่นั่งอยู่ ซาสึเกะมองไม่เห็นว่าพ่อของเขามองผู้เป็นภรรยาผ่านเนตรวงแหวน “เธอน่ะ อยู่เงียบ ๆ ไปแบบเดิมดีกว่านะ”
หญิงสาวก้มหน้า หลบตา มือที่หยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้งสั่นน้อย ๆ
“...อิ่มแล้วครับ”
อิทาจิวางตะเกียบลงบนแท่นวางอย่างเรียบร้อย ข้าวยังเหลืออยู่กว่าครึ่ง ปลาในจานแบ่งยังเหลืออยู่เต็มตัว แต่ชิ้นที่ซาสึเกะกับแม่คีบให้หมดไปแล้ว ผู้เป็นบิดาขมวดคิ้ว “กินแค่นี้ไง ถึงได้ผอมนัก”
เด็กน้อยเหลือบตามองพี่ชาย ชุดที่อิทาจิใส่เป็นชุดหลวม ๆ ทั้งเสื้อทั้งกางเกง พ่อรู้ได้อย่างไรว่าพี่ผอม?
“ชั้นอิ่มแล้ว” แม่วางตะเกียบลง ข้าวในชามไม่ได้พร่องลงกว่าของอิทาจิเท่าไรนัก
“อิ่มก็ลุกไป” พ่อไม่ยี่หระ “ชั้นยังไม่อิ่ม” ว่าแล้วก็กินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่ผุดลุกก้าวเร็ว ๆ ออกไปจากโต๊ะ พี่ชายเขาลุกขึ้นช้า ๆ เปิดบานเลื่อนเดินออกไปอีกทาง...ลำคอซาสึเกะตีบตันขึ้นมาเฉย ๆ
“ผมก็อิ่มแล้วครับ” เขาวางตะเกียบลง พ่อไม่สนใจจะมองด้วยซ้ำ
เด็กน้อยลุกออกจากโต๊ะอาหาร เมื่อหันกลับมาก่อนจะเลื่อนบานประตูปิด เขายังเห็นพ่อกินอาหารต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความรื่นรมย์ของอุจิวะ ฟุงาคุ ดูจะมากจนย้อมใจให้ยังเจริญอาหารอยู่ได้ แม้จะผ่านเหตุการณ์อึมครึมระหว่างมื้อ
------------------------------------------------------------
ซาสึเกะเฝ้ามองรอยดาวกระจายบนต้นไม้ที่อิทาจิฝึก...เข้าเป้าตรงกลางเป๊ะทุกเป้า เขาทอดถอนใจขณะเอื้อมมือไปสัมผัสรอยแตกบนโคนต้นไม้...เท่าที่เห็น ฝีมือดาวกระจายของอิทาจิเหนือกว่าพ่อจริง ๆ และน่าเชื่อว่าความสามารถอื่น ๆ ก็น่าจะเหนือไปกว่าได้เช่นกัน เด็กน้อยคิดประสาซื่อว่าบางที อิทาจิพี่ชายของเขา อาจจะเหนือกว่าท่านรุ่นที่ 3 ก็เป็นได้ ในอนาคต พี่ชายของเขาอาจได้เป็นรุ่นที่ 5 ที่ปกครองหมู่บ้านนินจาโคโนฮะงาคุเระ ขนาดครั้งที่เข้าเรียนในโรงเรียนนินจา อิทาจิยังเรียนจบภายในปีเดียวได้เลย ซาสึเกะนึกถึงตัวเอง ผลสอบของโรงเรียนนินจาจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ถ้าเขาทำคะแนนได้ดีเป็นที่หนึ่ง พ่อจะมองเขาด้วยสายตาชื่นชมรักใคร่เหมือนที่มองพี่ไหมนะ?
“มาอยู่ที่นี่เองหรือ ซาสึเกะ?”
เสียงคุ้นเคยทักขึ้นจากด้านหลัง เด็กน้อยหันขวับตามที่มาของเสียง ใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย
“พี่ฮะ!” เขาทิ้งชูริเคนในมือทั้งหมดลงพื้นดินอย่างหมดความใส่ใจ โถมตัวเข้ากอดพี่ชาย ซบหน้าลงกับท้องอิทาจิด้วยความสูงอำนวยให้เพียงเท่านั้น และนั่นเรียกเสียงหัวเราะห้าว ๆ ดังขึ้นหลังต้นไม้...ด้านหลังของอิทาจิออกไปอีก เด็กชายขมวดคิ้ว
ร่างสูง ล่ำสัน ก้าวเข้ามายังบริเวณที่ฝึกดาวกระจายของซาสึเกะ ชายผมดำคนนั้นมีลักษณะที่ซาสึเกะบอกได้ทันทีว่าเป็นคนตระกูลอุจิวะเหมือนกันกับเขา ดวงตาคู่นั้นดูทรงพลัง แม้จะยังไม่เปลี่ยนเป็นเนตรวงแหวน ทว่ากลับฉายแววอ่อนโยนเมื่อมองมายังอิทาจิที่หันไปพูดด้วย “ซาสึเกะ นี่พี่ชิซุย เพื่อนพี่เอง”
อิทาจิแนะนำง่าย ๆ เหมือนเขาควรที่จะรู้อยู่แล้วว่าใครคือชิซุย เพื่อนพี่...ทำไมก็ไม่รู้ น้องชายของอิทาจิไม่ชอบขี้หน้าเจ้าคนที่ชื่อชิซุยขึ้นมาเฉย ๆ เขาเกลียดสายตาของชายผู้นี้เวลามองพี่ชายของเขา
“อิทาจิพูดถึงเธอบ่อยเลยละ”
ความอ่อนโยนในดวงตาของชายร่างสูงเผื่อแผ่มายังผู้เป็นน้องชายของเพื่อนรุ่นน้อง แล้วรอยยิ้มเจื่อน ๆ ก็ปรากฏขึ้นเมื่อสบตากับแววตาเอาเรื่องของเด็กชาย อิทาจิยิ้มน้อย ๆ รอยยิ้มที่หาดูได้ยากแสนยาก “ไม่ขนาดนั้นหรอก…”
ซาสึเกะไม่สบอารมณ์กับคำตอบของพี่ชาย...มันแปลว่าพี่ไม่ได้พูดถึงเขาบ่อย ๆ ...สายตาเด็กชายเพิ่งสังเกตเห็นตะกร้าขนาดใหญ่ในมือชิซุย ดูขัดกันอย่างน่าขันที่นินจาตัวโต ๆ ถือตะกร้าปิคนิค...มันทำให้ชิซุยดูโง่ ๆ และเด็กน้อยก็พอใจมากที่มันเป็นเช่นนั้น
อิทาจิปูผ้าเนื้อหนาสีหม่น ๆ ลงบนพื้นดิน ก้มลงดึงชายผ้าทั้งสี่ด้านให้ตึง ซาสึเกะมองเพลินโดยไม่คิดจะช่วย มีเพียงร่างสูงที่มาด้วยกันกับพี่ชายของเขาที่กุลีกุจอวางตะกร้า แล้วเข้าไปช่วยขมีขมัน ดูไม่ต่างอะไรกับคู่รักที่มาเดทด้วยการปิคนิคในป่า และเขาก็ยิ่งดูเป็นส่วนเกินมากขึ้นไปอีก
“พักกินข้าวกลางวันเถอะ แม่ให้เอามาให้แน่ะ” พี่ชายตบที่นั่งข้าง ๆ ตัว ซาสึเกะลงนั่งอย่างว่าง่าย จงใจให้ดูเหมือนตั้งใจนั่งห่างจากคนเพิ่งรู้จักกันอย่างอุจิวะ ชิซุย นั่นจะเป็นเหตุผลให้เขาได้นั่งติดกับอิทาจิมากขึ้น
ชิซุยเทน้ำชาเขียวลงแก้วแจกไปรอบวง มือขาว ๆ ของอิทาจิค้นอาหารออกจากตะกร้า ข้าวปั้นห่อสาหร่ายไส้ปลาแซลมอนที่ซาสึเกะชอบถูกยื่นให้ชิซุยก่อนในฐานะแขก ยิ่งทำให้ซาสึเกะหน้าหงิกยิ่งขึ้น
“อารมณ์ไม่ดีหรือ?” อิทาจิสังเกตเห็น...แน่ละสิ...เขาตั้งใจให้พี่ชายเห็นนี่ “พี่ให้ข้าวปั้นสามก้อนเลยเอ้า”
อิทาจิทำตามที่พูดจริง ๆ เสียด้วยสิ...เด็กชายชักจะสงสัยแล้วว่าเขาดูตะกละมากเลยละมั้งในสายตาพี่ชาย...
“ไม่เอาอ้ะ!” เขาปฏิเสธ...อยากจะหนักแน่นอยู่หรอกนะ แต่ร่างกายที่ยังเด็กของเขาส่งสัญญาณว่าหิวแล้วออกมากับอาการน้ำลายสอ
ดูเหมือนชิซุยจะสังเกตเห็น...เป็นคนที่เขาไม่อยากให้เห็นที่สุดเสียด้วย...ชายหนุ่มยิ้มให้อย่างต้องการผูกไมตรี
“กินเยอะ ๆ นะ จะได้โตเร็ว ๆ ไงล่ะ”
ประโยคนั้นฟังดูเหมือนผู้ใหญ่พูดกับเด็กธรรมดา ๆ แต่หูหาเรื่องของซาสึเกะตีความว่าเสียดสี...จะหาว่าเขายังเด็กล่ะสิ
“ผมโตแล้วนะ เข้าโรงเรียนนินจาแล้วด้วย!”
“จ้า~จ้า~ ก็ตั้ง 7 ขวบแล้วนี่เนอะ” ชิซุยพูดกลั้วหัวเราะ
อิทาจิมองเพื่อนที น้องที ด้วยความหนักใจ ซาสึเกะมีอาการเหมือนคนโมโหหิว ในขณะที่ชิซุยเหมือนเมากัญชา...ชายหนุ่มรุ่นพี่ผู้นี้รู้จักกับเขาตั้งแต่เขาเรียนอยู่ที่โรงเรียนนินจา ตอนนั้นอิทาจิอยู่ปีหนึ่ง ชิซุยอยู่ปีสุดท้าย แต่เพียงปีเดียวอิทาจิก็เรียนจบ ทำให้ปีนั้นเขาและชิซุยเรียนจบพร้อมกัน ความเก่งกาจเกินหน้าคนอื่นทำให้อิทาจิต้องรับความกดดันจากคนรอบข้างอย่างที่เด็กในวัยเดียวกันไม่เคยได้รับ ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ใหญ่ ครูอาจารย์ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมรุ่น มีเพียงชิซุยเท่านั้นที่ให้ความสนิทสนมและเข้ามาขลุกอยู่ด้วยทั้งวัน ดูแลเอาใจใส่ในขณะที่เพื่อนคนอื่นหลบไปอยู่ห่าง ๆ เหมือนอิทาจิไม่มีตัวตน
...ถ้าจะเรียกใครว่าเพื่อน คนคนนั้นคงจะเป็นชิซุย...
“อิทาจิ” ชิซุยเรียก เมื่อหันมา อิทาจิจึงพบว่าชิซุยหยิบกล่องอะไรสักอย่างขึ้นมาจากสายคาดเอว เขาขมวดคิ้วแทนคำถาม ชายหนุ่มมากวัยกว่ายิ้มพราย “สึรุชิกากิ (ลูกพลับแห้ง)”
ว่าแล้วก็หยิบมีดมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่งให้ เด็กหนุ่มรุ่นน้องหยิบเข้าปาก พริ้มตาหลับแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว เรียกรอยยิ้มมากยิ่งขึ้นจากเจ้าของลูกพลับอบแห้ง...เขาชอบสีหน้าของอิทาจิยามได้ลิ้มรสของชอบแบบนี้จริง ๆ
ซาสึเกะคว้าหมับมาใส่ปากด้วยหมั่นไส้แววตาของชิซุยที่มองพี่ชายเขาเต็มทน รสหวานแห้ง ๆ กับกลิ่นเอียน ๆ ฟุ้งอยู่ในโพรงจมูก ตีกลับกลิ่นข้าวปั้นที่เพิ่งกินเข้าไป เด็กน้อยอยากคายทิ้งเต็มทน แต่ต้องฝืนกลืนเพราะเกรงใจอิทาจิที่ดูจะดื่มด่ำกับรสชาติผลไม้แห้งนั้น เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่ชายชอบกินลูกพลับแห้ง ที่บ้านเขาเคยมีลูกพลับสดวางไว้ให้หยิบกิน แต่ก็ไม่เคยเห็นอิทาจิชอบเป็นพิเศษ...ที่ดูเหมือนชอบกินพลับแห้งนี่เพราะตัวผลไม้หรือเพราะคนให้กันแน่?
คิดแล้วเด็กน้อยตระกูลอุจิวะก็ยิ่งขุ่นมัวในจิตใจยิ่งขึ้น
อิทาจิหยิบอีกชิ้น แล้วก็อีกชิ้น...โดยไม่แตะอาหารที่แม่เตรียมมาให้ ชิซุยมองเพลิน สายตาแสดงความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด จนหมดลูกนั่นแหละ อิทาจิถึงได้หันมาสบตา “อะไร?”
“ชมอย่างอื่นก็ไม่ชื่นเหมือนชมนาย...”
ชิซุยกล่าวทั้งรอยยิ้ม ซาสึเกะหยิบเกี๊ยวซ่าค้างกลางอากาศเมื่อได้ฟังประโยคนั้น แต่สีหน้าคนถูกชมไม่เปลี่ยน ไม่แสดงท่าทีอันใดราวกับไม่ใช่คำพูดที่เอ่ยถึงตน ทว่าเปลี่ยนท่านั่งจากท่าขัดสมาธิเป็นการกอดเข่า หันข้างให้ทั้งซาสึเกะและชิซุย...ผู้เป็นเพื่อนทำได้เพียงมองอาการนั้น แล้วถอนใจ...ถึงจะไม่พูดโต้ตอบอันใด แต่อิทาจิกลับแสดงอากัปอันอ่านได้ว่าเป็นการปกป้องตนเองจากน้ำคำของเขา...และนั่นเป็นสัญญาณให้เขาหยุดพูดได้แล้ว
--------------------------------------------------
“เดี๋ยวก่อนสิ อิทาจิ จะรีบไหนกัน?”
หลังจากส่งซาสึเกะเข้าบ้าน พร้อมกับคืนตะกร้าอาหาร อิทาจิก็ออกจากบ้านและเร่งฝีเท้าเหมือนจะเดินหนีไปให้พ้น ๆ เพื่อนสนิทของเขาร้องเรียก เมื่อเพื่อนผู้เยาว์กว่ากำลังจะลับโค้งอาคารในเขตที่อยู่ของตระกูลอุจิวะตรงหน้า พลางเร่งฝีเท้าให้ทัน มือคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ “มีอะไรหรือเปล่า?”
อิทาจิมองตอบเขานิ่ง...ถ้าจะมีข้อดีอะไรของคนตรงหน้าที่ตรงกับหลักมนุษยปฏิสัมพันธ์ก็คงมีข้อนี้เพียงข้อเดียว อิทาจิมองสบตาที่ตนพูดด้วยเสมอ...บางทีการเรียกว่าสบตายังไม่ตรงจุดด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มมีวิธีมองที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สนทนา ผ่านดวงตาเข้าไป ผ่านตาดำเข้าไป...มองเข้าไปลึกกว่านั้น เหมือนถูกมองลึกเข้าไปในสมอง...
...เหมือนถูกมองลึกเข้าไปในหัวใจ...
ที่น่าหงุดหงิดก็คือทั้งที่ต่างฝ่ายต่างจับจ้องดวงตากันและกัน แต่กลับไม่มีใครอ่านอิทาจิออกสักคน...
เด็กหนุ่มสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบ “ไม่มี”
ชิซุยรู้ว่า ต้องมีอะไรสักอย่างที่อิทาจิปิดบังไว้ แต่เขาอ่านไม่ออก
“เสียมารยาทนะ พ่อนายดูจะไม่พอใจนัก จู่ ๆ ก็ผลุนผลันออกมาแบบนั้น”
เขายังจำสายตาดุ ๆ ของอุจิวะ ฟุงาคุ บิดาของอิทาจิได้ดี ชายหนุ่มผู้เป็นผู้นำของอุจิวะที่มีดวงตาดุ คม ที่เมื่อจับจ้องไปยังผู้ใด ก็ส่งความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เหมือนกำลังถูกจับผิดได้เสมอ และเมื่อครู่ ดวงตาคู่นั้นก็จับจ้องทั้งเขา และอิทาจิเช่นนั้น เสียงต่ำ ๆ ทว่าเย็นเยียบเอ่ยขึ้น
“กลับบ้านเสียเย็นเลยนะ”
ชิซุยยังไม่ทันตอบว่าประการใด ซาสึเกะก็เล่าจ๋อย ๆ ขึ้นมาก่อน
“เราไปปิคนิคกันกลางป่ามาฮะ”
“อ้อ~” ชายเจ้าของบ้านทำเสียงในลำคอเป็นเชิงรับรู้ “หวังว่าซาสึเกะคงจะไม่คลาดสายตาสินะ”
ประโยคนั้น ชายหนุ่มตีความไม่ถูกว่าอุจิวะ ฟุงาคุ หมายความว่าพวกเขาไม่คลาดสายตาจากซาสึเกะ หรือว่าซาสึเกะไม่คลาดสายตาจากพวกเขากันแน่
แล้วจู่ ๆ อิทาจิที่กำลังถอดรองเท้าเพื่อที่จะเข้าบ้านก็เปลี่ยนใจขึ้นมาดื้อ ๆ เขาคว้าประตูเลื่อนเปิดแล้วเร่งฝีเท้าเดินออกไปจากบ้าน ท่ามกลางสายตางุนงงของซาสึเกะและชิซุย ซึ่งหันมาลาเจ้าของบ้านแล้วรีบติดตามเพื่อนรุ่นน้องที่เห็นหลังอยู่ไว ๆ ไปในทันที โดยมีเนตรวงแหวนเยียบเย็นของผู้เป็นพ่อจับจ้องไม่วางตา...
ชิซุยดึงแขนอิทาจิ ที่ถึงจะดูเหมือนไม่เต็มใจนัก แต่ก็ปล่อยให้เขาพามายืนอยู่ตรงมุมที่พ้นสายตาผู้คน แสงจากดวงอาทิตย์ที่ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที่ทำให้เขามองใบหน้าของอิทาจิไม่ชัด
“มีปัญหาอะไรบอกชั้นได้นะ” เขายังไม่ปล่อยมือจากแขนอีกฝ่าย ขณะเอ่ยประโยคนั้น
เด็กหนุ่มสบตาเขา...เพียงวูบเดียวเท่านั้นที่เขาราวกับจะค้นพบอะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้น แต่แล้ว อิทาจิก็มองผ่านเลยดวงตาเขาไป เหมือนมองผ่านสิ่งโปร่งใส ไม่มีตัวตน
...ริมฝีปากได้รูปสวยนั้นไม่ขยับด้วยซ้ำ แต่ชิซุยคอตก...ปล่อยมือจากการรั้งแขนบอบบางที่ไม่มีแม้อาการขัดขืน...เขารู้แล้ว...รู้แล้วว่าอิทาจิไม่มีวันบอกเขา...
“ชั้นช่วยอะไรนายไม่ได้เลยหรือ?”
เขารำพึงประโยคนั้นผ่านอากาศออกไป มันวนเวียนอยู่ในสายลมปลายฤดูใบไม้ร่วงโดยปราศจากคำตอบ
------------------------------------------------------
“เมื่อกลางวันนี้สนุกไหม?”
ประโยคนั้น เหมือนพ่อไต่ถามทุกข์สุขประจำวันของลูกตามปกติ อิทาจิกัดริมฝีปาก...ไม่ตอบ...ไม่แสดงการรับรู้
“ชั้นถามว่าไปกับไอ้เจ้าชิซุยสนุกไหม!?!” เสียงนั้นดังขึ้นอีก เกือบจะเป็นตวาด มือแกร่งกดลงบนเนื้อนุ่ม ๆ ที่แขน...บังเอิญหรือไม่ก็ตาม...เป็นแขนข้างเดียวกัน...จุดเดียวกันกับที่ชิซุยรั้งเขาไว้เมื่อเย็น
“ไม่…” เสียงตอบไม่ต่างอะไรกับเสียงกระซิบ ทว่าผู้รับฟังดูจะพอใจในคำตอบนั้น แรงกดผ่อนลงจนกลายเป็นวางมือร้อนผ่าวไว้เฉย ๆ บนแขนข้างนั้น...สักพักก็เปลี่ยนเป็นลูบไล้หนักมือขึ้น
“เด็กดี...” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ...หากพ่อคนไหนชมลูกที่ตนภาคภูมิใจ...น้ำเสียงคงเป็นแบบนี้สินะ
อิทาจิได้แต่จินตนาการถึงสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับ ความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก...
มืออุ่นจนร้อนค่อยไล่สัมผัสขึ้นมาถึงต้นแขน อกเปลือยที่เสื้อผ้าถูกถอดออกไปจนหมดก่อนหน้านี้ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงหัวใจอันเต้นผิดจังหวะของผู้เป็นลูกชาย...ไม่ใช่ความรู้สึกวาบหวาม
...กลั้นใจ...รังเกียจ...อดสู...สมเพช?
อุจิวะ ฟุงาคุ ไม่เคยคิดหาคำตอบว่าแท้จริงแล้ว คำตอบที่ซ่อนอยู่ภายในใจของอิทาจิคือคำตอบใดกันแน่ เขาไม่เคยคิดจะค้นหา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาสัมผัสผู้เป็นลูก และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์มาเป็นรูปแบบที่เป็นอยู่
ตอนนั้นอิทาจิเด็กเกินกว่าจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังถูกล่วงละเมิด...เด็กเกินกว่าจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนไม่เต็มใจ...
...คิดไปเองว่านี่คือรูปแบบความสัมพันธ์ปกติของพ่อลูก...
มือที่สัมผัสไปตามจุดเร่งเร้าบนร่างของเขา ไม่ปลุกเร้าความต้องการให้คุโชนขึ้นตามที่ควรจะเป็น...ตามความต้องการของผู้เป็นพ่อ เมื่อมันเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาทุกคืนวัน มันเป็นเพียงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจำต้องทำให้ลุล่วงผ่านพ้น เป็นกิจวัตรอันฝืนใจต้องปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก...
...ซ้ำแล้วซ้ำอีก...
“ลืมตา...” เสียงของพ่อที่กระซิบข้างหูเปี่ยมไปด้วยอารมณ์...แล้วริมฝีปากนั้นก็และเล็มใบหูของผู้เป็นลูกไว้ไม่ให้เสียเที่ยว อิทาจิยังหลับตา จนกระทั่งรับรู้ได้ถึงแรงกัดไม่เบานักที่หู “ลืมตาขึ้น!”
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นตามคำสั่ง หาไม่แล้วพ่อจะมีวิธีทำให้เขาต้องทำตามคำสั่งจนได้ และมันจะไม่จบลงง่าย ๆ
“มองชั้น”
อิทาจิจ้องตอบเข้าไปในดวงตาของพ่อ มันไม่ได้อยู่ในภาวะเนตรวงแหวน แต่ความร้อนแรงที่สะท้อนให้เห็นอยู่ภายในไม่ต่างกัน อิทาจิมองเลยไป...เลยออกไป บังคับตนเองให้สบตากับพ่อ แต่สิ่งที่เขามองเห็นมีเพียงผนังที่อยู่เบื้องหลังพ่อออกไป...และกลายเป็นเพดาน เมื่อร่างของเขาถูกกดให้นอนราบลงบนฟูก ริมฝีปากอุ่นของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้าประทับลงบนแก้ม...ถัดมาก็ริมฝีปาก ลิ้นที่อุ่นยิ่งไปกว่าเล็ดลอดเข้ามาในปาก หยอกล้อกับปลายลิ้นของเขา อิทาจิปล่อยให้พ่อทำตามใจ...ไม่ขัดขืน...ไม่ตอบรับ ตอนนี้อารมณ์ของพ่อขึ้นสูงจนไม่ใส่ใจแล้วว่าเขาจะยินยอมพร้อมใจด้วยไหม...เหมือนทุกครั้งที่ความสัมพันธ์เช่นนี้เริ่มต้น นิ้วที่ชุ่มด้วยของเหลวเปียกชื้นของพ่อค่อย ๆ แทรกเข้ามาในร่าง เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก ขยับตัวด้วยความอึดอัด...เวลาที่ผ่านไป...จำนวนครั้งที่มันเกิดขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บปวดบรรเทาลงเลย
พ่อละปลายลิ้นจากริมฝีปากของเขา มือข้างที่ว่างยังลูบไล้ท่อนขาเปลือยที่บังคับให้ชันขึ้นเพื่อความสะดวกในการรุกล้ำ
“ดีไหม?” พ่อยิ้ม...เหมือนเด็ก...ที่รอให้ผู้ใหญ่ชมในผลงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตนทำ ตอนนั้นอิทาจิรู้สึกขยะแขยงจนแทบทนไม่ได้ สำหรับเขาแล้ว พ่อในยามนี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์น่าขยะแขยงที่เขาอยากจะทุบตีทำลายให้สิ้นซาก
...คลื่นไส้...
“ดีครับ”
น้ำเสียงที่ออกจากปากเขาแผ่วเบา สั่นระริก...พ่อชอบให้เป็นแบบนั้น
เสียงหัวเราะในลำคอของพ่อดังอยู่แนบหู...ยิ่งในเวลาที่ร่างทั้งสองประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้ แม้อิทาจิจะเงยหน้าแหงนมองพระจันทร์ดวงโตผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้าทิ้งไว้ แต่แรงสะทือนจากลำคอของพ่อที่แนบอยู่กับคอของเขาก็ยังบอกให้เขารู้ว่า ผู้เป็นบิดาพึงพอใจกับรสสัมผัสจากร่างกายของเขาเพียงใด เด็กหนุ่มเจ็บจี๊ดที่ไหล่เปลือย...เขารู้โดยไม่ต้องละสายตาจากดวงจันทร์ที่กำลังจับจ้องอยู่ด้วยซ้ำ...พ่อทิ้งรอยขบไว้บนร่างเขารอยแล้วรอยเล่าราวกับจะแสดงความเป็นเจ้าของ รอยแดงเป็นจ้ำแต้มตัวมันเองลงบนผิวนวลขาวอีกรอย...และอีกรอยที่หน้าอก แต่มันไม่เจ็บไปกว่าเบื้องล่างที่พ่อกำลังขยับร่างเป็นจังหวะ รุกรานร่างของเขาอย่างย่ามใจ ความรู้สึกวาบหวิวที่ท้องน้อยบังเกิดขึ้นชั่วขณะ พอให้อิทาจิหายใจผิดจังหวะ ราวกับเป็นกำนัลจากความเจ็บคับแน่นที่เขาต้องอดทนเผชิญ เด็กหนุ่มขยับขาแยกจากกันอีกนิดเพื่อรับสัมผัสนั้น พ่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเขา รอยยิ้มที่ดูจะบ่งบอกความยินดีที่เขาตอบรับสัมผัสถูกจุดขึ้นที่ริมฝีปากและดวงตา
...แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มในฐานะพ่อ...
อิทาจิทิ้งศีรษะลงบนหมอน แหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์แล้วหลับตา...สัมผัสเบื้องล่างเปลี่ยนจังหวะช้าลง...นุ่มนวลขึ้น มือแกร่งลูบไล้เรียวขาหวังปลุกอารมณ์ให้เตลิด...พ่อคิดว่าอาการที่เขาแสดงออกมาเป็นความซาบซ่านในรสสัมผัสที่ได้รับการปรนเปรอ...แต่มันเปลี่ยนไปแล้ว รอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้มของพ่อที่มีต่อลูกดับความวาบหวามที่เริ่มก่อตัวขึ้นราวกับน้ำเย็นเฉียบที่รินรดลงบนเปลวไฟอันเริ่มประทุเชื้อ สัมผัสนั้นไม่ส่งความรู้สึกใด ๆ นอกจากความเจ็บแน่นที่เขาต้องอดทนกับมันจนกว่าจะสิ้นสุดลงเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา
แสงจันทร์ส่องให้เห็นความมืดในห้องชัดเจนยิ่งขึ้น...มืดมิดเหมือนในจิตใจของเขา...
...จันทร์เอ๋ย...ถ้าเจ้าไม่ช่วยข้า ก็จงอย่าส่องแสงสอดรู้ของเจ้ามายังข้าเลย...
สัมผัสกระชั้นจากพ่อเป็นสัญญาณว่ามันใกล้จะสิ้นสุดลง อิทาจิหลับตา เตรียมรับของเหลวร้อนผ่าวที่จะถ่ายเทมายังร่างของเขาเป็นสัญญาณว่ามันจะจบสิ้นลงเสียที พ่อกระชากร่างของเขาขึ้นมาจนชิด มือกดสะโพกแนบไว้แน่น ความร้อนผ่าวไหลล้นออกมายังต้นขา อุปาทานทำให้อิทาจิรู้สึกว่ามันร้อนราวกับไฟลวก
พ่อค่อย ๆ วางร่างของเขาลงบนฟูกอย่างทะนุถนอม ดวงตาคู่ที่ใครว่าดุนักจ้องเขาหยาดเยิ้ม มือข้างขวาปัดผมที่ปรกหน้าผากลูกออก แล้วจุมพิตที่ริมฝีปาก...หวานเท่า ๆ กับดวงตา...
เสียงเคลื่อนไหวจากนอกประตู ทำให้เด็กหนุ่มเกร็งร่างขึ้นอย่างระวังตัว อุจิวะ ฟุงาคุ ขมวดคิ้ว เท้าแขนข้างหนึ่งยันตัวขึ้นเหนือร่างลูกชาย ประตูเปิดผางออกโดยไม่มีการเคาะ
ภรรยาของเขามองตรงมายังสามีและลูกชายคนโต
“มีอะไร!?!” น้ำเสียงของชายผู้อยู่ในห้องดังขึ้นอยางไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ
อุจิวะ มิโกโตะมองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเธอมองมายังลูกชายอย่างจงชัง
นั่นก็ไม่ใช่สายตาของแม่ที่มองลูกเช่นกัน...
“ไม่มีอะไรค่ะ ขอโทษที่รบกวน”
แล้วประตูก็ปิดลง...เบา เงียบ ไร้แรงกระแทกกระทั้น
อิทาจิทิ้งศีรษะลงกับหมอน ไม่ยี่หระกับการโลมไล้ครั้งต่อไปของผู้เป็นพ่อที่กำลังกระทำต่อร่างกายเขา แหงนมองดวงจันทร์อีกครั้ง ต่างกันแค่ครั้งนี้ เขาไม่คิดจะขอให้มันช่วยเขาอีกต่อไปแล้ว...
To be Continue
Gimme Comment...Please
แต่อ่านแค่คุณพ่อโผล่ก็ตะหงิดๆแล้ว ต้องใช่แน่ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก แต่ใช่แน่ๆ
Uchiha(s) x Itachi ถึงกับเติม s เชียวหรือคะ
โอ ชีวิตบัดซบ ถ้าเป็นอย่างงี้ฆ่ามันให้หมดเลยดีกว่า.
ิซาสึเกะคุงทำตัวไม่น่ารักเลย ท่าทางอีกนานกว่าจะใช้การได้ (ใช้อะไร
#1 By ffr -_- on 2009-07-14 00:27