กลับมาแล้วค่า

แอบมาฟ้องคนอ่าน ตอนนี้คนเขียนกำลังอยู่ในภาวะจำศีลค่ะ ไม่ได้เขียนอะไรมาตั้ง 2 อาทิตย์ (กำลังจะเข้าอาทิตย์ที่สาม) แล้ว จากเดิมที่เขียนทุกวัน วันละตอน เข้าใจว่ากำลังอยู่ในสภาวะหดหู่ ขาดกำลังใจ ท่านทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาอ่านแล้วชอบ ช่วยทิ้ง Comment ไว้หน่อยนะคะ ไม่อย่างนั้นคนเขียนอาจจะดอง fic ได้เป็นปี ๆ (สถิติล่าสุดคือ 4 ปีค่ะ) แล้วจะไม่มีอ่านกันนะ T^T

Lust of Angel : Chapter 22
by อีเห็นระวังภัย

...จนป่านนี้เซ็ตสึขาวก็ยังไม่กลับมา ผมคิดว่ามันอาจจะถูก Bull กินไปแล้วก็ได้...

แต่ต่อให้เซ็ตสึขาวมีอันเป็นไปเช่นนั้นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย เมื่อเทียบกับความจริงที่เปิดเผยขึ้นมา...

ถึงเซ็ตสึขาวจะถูก Bull กินไปแล้วจริง ๆ แต่ทางบ้านของมันก็ยังมีเซ็ตสึดำเป็นตัวตายตัวแทน

แต่สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น และความจริงที่เปิดเผย ผมไม่มีใครมาเป็นตัวตายตัวแทนได้อีกแล้ว!

-----------------------------------------------------------

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อการแข่งขันชนิดที่ 8 เกมหาของตามคำสั่งจบลง และเจ้าหน้าที่พยาบาลหามเปลไปเก็บศพเจ้าโทบิที่คุดคู้อยู่หน้าเส้นชัยแต่ไปไม่ถึงดวงดาว โดยรอบมีคนมุงดูอยู่หลายสิบ ไม่ใช่ด้วยเห็นใจในชะตากรรม แต่เพราะตอนนี้เจ้าโทบิถูกช่วงชิงเอาหมวกกันน็อคที่มันสวมปิดบังใบหน้าไว้ตลอดเวลาออกไปแล้ว นั่นเท่ากับว่านี่เป็นเวลาเปิดเผยใบหน้าอันแท้จริงของมัน

ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปมุงดูด้วยในตอนนั้น มันนอนคว่ำ เห็นแต่ผมดำยาวถึงกลางหลัง ไม่น่าเชื่อว่ามันจะซ่อนผมยาวขนาดนี้เอาไว้ใต้หมวกกันน็อคได้จนหมด แต่เมื่อมันยันตัวขึ้นมา ยัยโคนันก็ร้องกรี๊ด อุทานออกมาทันที

“กรี๊ด~~ ท่านประธานอุจิวะ มาดาระ!”

นั่นทำให้ทุกคนหันไปมองเจ้าโทบิอีกครั้ง มันค่อย ๆ เงยใบหน้าอันหล่อเหลาขึ้นมา...เฮ้ย!

บริษัทแสงอุษาของเรามีประธานบริษัท ที่พวกเราเรียกกันแค่ว่า ท่านประธาน โดยไม่รู้จักชื่อจริงด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะเคยเห็นหน้าค่าตาเลย ดังนั้น เมื่อท่านซารุโทบิ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนและกรรมการบริหารมาเป็นประธานในพิธี พวกเราจึงเรียกว่าท่านประธานอย่างเชื่อสนิทใจ ทางชายชราก็คิดว่าที่พวกเราเรียกว่าท่านประธานนั้น มาจากคำเต็ม ๆ ว่าประธานในพิธี โอโรจิมารุที่ลือกันว่าเป็นเมียน้อยท่านประธานนั้น แท้จริงแล้วเป็นเมียน้อยของท่านซารุโทบิ หุ้นส่วนและกรรมการบริหารต่างหาก ด้วยความที่ทุกคนเข้าใจไปเอง และเชื่อเช่นนั้นโดยไม่มีใครคิดไต่ถามความจริงจากโอโรจิมารุ ผู้ซึ่งไม่มีใครในบริษัทชอบหน้าเลย ยกเว้นผู้เป็นสามีชราเพียงผู้เดียว ประเภท ‘ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว’ นั่นแหละ

ถึงจะไม่มีพนักงานคนไหนเคยเห็นหน้าค่าตาประธานบริษัทมาก่อน แต่ผู้บริหารระดับสูงอย่างเพนและโคนันผู้เป็นเลขาย่อมต้องรู้จักเป็นธรรมดา การปลอมตัวเข้ามาดูความเป็นไปในบริษัทในฐานะโทบิ พนักงานส่งเอกสารของท่านประธานอุจิวะ มาดาระนั้น เพนรู้เรื่องแต่แรกในฐานะที่อนุมัติให้เข้าทำงานได้ในฐานะเด็กเส้นโดยไม่ผ่านทางฝ่ายบุคคลเหมือนกับพนักงานคนอื่น ๆ แต่โคนันไม่ทราบความจริงข้อนี้ เพราะปกติโทบิจะมีหมวกกันน็อคสวมหัว ปิดบังใบหน้าเอาไว้เผื่อพบปะกับใครที่รู้จักกับเขาในฐานะอุจิวะ มาดาระ เมื่อถูกชิงหมวกกันน็อคไป ใบหน้าอันแท้จริงและความลับที่ถูกปิดบังไว้ตลอดอาทิตย์ก็เปิดเผยขึ้นมา!

“ไม่ต้องใช้เปลพยาบาลหรอก คราวนี้ชั้นใส่กระจับมาแล้ว”

ท่านประธานมาดาระปฏิเสธความช่วยเหลือจากทางฝ่ายปฐมพยาบาล ด้วยเตรียมตัวมาแล้วพร้อมสรรพ อืมม์ สมกับเป็นผู้บริหารจริง ๆ แม้เหตุการณ์เลวร้ายจะเกิดขึ้นกับตนมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็จะไม่มีวันมีครั้งที่สองตามมาด้วยว่าเตรียมการป้องกันไว้ดีเยี่ยมแล้ว

ประธานมาดาระโบกมือให้กับหัวหน้าและพนักงานที่ทำความเคารพราวกับจะบอกว่าไม่ต้องมากพิธีไป แล้วก็ลุกขึ้นเดินเซน้อย ๆ ไปยังเวทีกลาง เมื่อพบว่าโอโรจิมารุยังยึดโซฟาอยู่ จึงนั่งลงบนโต๊ะเตี้ย ๆ หน้าโซฟาแทน นั่นทำให้หัวหน้าแผนกและรองหัวหน้าสามารถนั่งลงบนโซฟาได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการตีเสมอท่านประธานบริษัทแสงอุษา

หลังจากโอภาปราศรัยกันด้วยถ้อยคำสวย ๆ สักครู่ใหญ่ เซ็ตสึดำก็อดรนทนไม่ได้ ถามสิ่งที่คาใจตนมาครึ่งชั่วโมงแล้ว

“ท่านประธานครับ เมื่อครู่ผมเล่นเกมหาของตามคำสั่ง ได้โจทย์คือพาภรรยาประธานบริษัทแสงอุษามาเข้าเส้นชัย แต่ว่าผมไม่รู้จักทั้งท่านประธานและภรรยา เลยไม่สามารถเล่นเกมต่อไปได้ ตอนนี้ผมก็รู้จักท่านประธานแล้ว ขอให้ท่านประธานช่วนกรุณาแนะนำภรรยาของท่านให้พวกเรารู้จัก เพื่อมอบความกระจ่างให้กับผมด้วยได้หรือไม่ครับ?”

เซ็ตสึดำพูดประโยคเป็นการเป็นงานนั้นออกมาได้อย่างลื่นไหล คาดว่ามันคงเรียบเรียงประโยคอยู่เป็นเวลานาน

ท่านประธานหันมามองหน้าเซ็ตสึดำอย่างพิจารณาแล้วก็ยิ้มออกมา...

“ชั้นกับเธอเคยรู้จักพูดคุยกันมาก่อนนะ” ท่านประธานว่าอย่างนั้น

“เอ๋?” เซ็ตสึดำลืมตาโพลง...ท่าทางมันจะจำไม่ได้จริง ๆ กระมัง

“จำได้ไหม วันที่ชั้นเอาดิสก์เปล่าไปให้เธอ บอกว่าท่านประธานฝากมา มีคำสั่งบอกไว้ด้วย...”

“อ๋อ~” คราวนี้มันทำหน้าแบบ...เข้าใจแล้วล่ะ แล้วก็หันมาทางผม...”ผมเอาไปให้เดอิดาระตามคำสั่งท่านในเย็นวันนั้นแล้ว”

เอ๋...เกี่ยวอะไรกับผม?

คราวนี้ทุกคนเป็นฝ่ายหันมามองผมบ้าง ผมหันซ้ายหันขวา ตั้งท่าเหมือนจะบอกว่าผมไม่รู้เรื่องเลยว่าพูดอะไรกันอยู่

“ดิสก์ที่ไม่มีชื่อแทร็ก แต่เขียนรูปพังพอนไว้ไง จำได้ไหม?” ท่านประธานเฉลย

...ดิสก์พังพอนขนตางอนนั่นเอง!

“นะ...นั่นเป็นของท่านประธาน...” ผมพูดแทบไม่เป็นประโยค

“เธออยากได้ไม่ใช่หรือไง ถือว่าเป็นของขวัญจากชั้นก็แล้วกัน อันที่จริงชั้นปลอมตัวเข้ามาในบริษัทก็เพราะเธอนะ เดอิดาระ”

“ท่านประธานสนใจเดอิดาระหรือนี่!?!”

โอโรจิมารุโพล่งออกมาอย่างไม่เชื่อหู เล่นเอาทุกคนมองผมสลับกับประธานมาดาระราวกับว่าเรื่องนี้มีมูล

ท่านประธานมาดาระหัวเราะ “ไม่ใช่อย่างนั้น โอโรจิมารุ...ชั้นแค่ได้ยินข่าวลือหนาหู เลยต้องเข้ามาสืบดูด้วยตัวเอง”

อุจิวะ มาดาระหันมามองยังผมแล้วพูดยิ้ม ๆ ในขณะที่ดวงตาไม่ได้ยิ้มเลย “สืบเรื่องมดแมลง ที่มาไต่ตอมกุหลาบขาวของชั้นน่ะ…”

ผมชักจะหนาวสันหลังแล้วละ...หรือว่า...

“เซ็ตสึดำ เธอคงได้คำตอบแล้วสินะ ว่าต้องพาใครเข้าเส้นชัยถึงจะชนะเกมหาของตามคำสั่ง”

ผมรู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางใจ! กุหลาบขาวของท่านประธาน!

ผมหันขวับไปที่อิทาจิ พร้อมกับทุกคนในวงสนทนา เจ้าตัวกำลังก้มหน้าลงพินิจเหรียญทองจากการแข่งขันที่เพิ่งได้มาอย่างสนอกสนใจ เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ พอรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่ก็หันมามองอย่างไร้เดียงสา

...สวยและบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนกุหลาบขาวจริง ๆ ด้วย...

ผมทอดถอนใจกับกุหลาบขาวดอกนี้ ที่เป็นของเขาอื่นไปเสียแล้ว...

----------------------------------------------

“นายก็น่าจะคิดบ้างนะ ว่าสวยขนาดนั้นทำไมยังเป็นโสด”

เจ้าฮิดันชวนผมคุยเรื่องนี้อยู่ได้ ไม่รู้ว่าจะต้องการปลอบใจหรือเยาะเย้ยกันแน่

“ใครจะไปรู้ล่ะ คนสวยแต่ยังโสดก็มีเยอะแยะ อย่างพวกดาราไง...ยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ หัวใจยังว่าง”

ผมทำเสียงดัด ๆ เลียนแบบพวกดาราสาว เวลาให้สัมภาษณ์รายการคันปาก พยายามฝืนร่าเริงทั้งที่หัวใจหดหู่

“นั่นมันโสดแต่ปาก รู้ ๆ กันอยู่ สุดท้ายก็มีแฟนกันทั้งนั้น ไม่ว่านอกว่าในวงการ”

เจ้าฮิดันเถียงพลางบริหารร่างกายยืดกล้ามเนื้อไปพลาง เตรียมเข้าแข่งขันวิ่งวิบากที่เป็นการแข่งขันเฉพาะหัวหน้าแผนกอีกครั้งหนึ่ง และบังคับให้ทุกคนลงแข่งขัน จำนวนผู้เข้าแข่งถึง 12 คน ทำให้ต้องใช้เวลาจัดเตรียมอุปกรณ์นานเป็นพิเศษ

“แล้วนายจะตัดใจจากอิทาจิไหมล่ะ?”

เจ้าฮิดันมันพยายามทำเสียงให้เหมือนถามไปงั้น ๆ เอง แต่ผมจับหางเสียงได้ว่าอยากรู้จนตัวซี้ตัวสั่น

“ไม่มีทาง รักกันได้ก็เลิกกันได้ ชั้นจะรอวันนั้น” ผมตอบอย่างมั่นใจในหัวใจรักของตน

“โล่งอก” เจ้าฮิดันพูดลอย ๆ ผมหันขวับ “อะไร...โล่งอก!?!”

มันหันมายักคิ้วให้ผม “ก็เวลานายออกปากอะไรออกมาแล้ว ไม่เคยทำได้อย่างที่พูดสักครั้งเลยนี่หว่า...”

ผมจะโดดเตะปากมันแล้ว แต่โฆษกประกาศเรียกตัวนักกีฬาเสียก่อน...ผมส่งสายตาอาฆาต บ่งบอกว่าฝากไว้ก่อนเถอะแก แต่มันไม่สน เดินตามมาห่าง ๆ แบบทิ้งระยะพอควร คงกลัวผมเปลี่ยนใจหันไปชำระแค้นในทันทีกระมัง

ผมเข้าประจำที่พร้อมกับระดับหัวหน้าแผนกและรองหัวหน้าคนอื่น ๆ เสียงเชียร์ทั้งจากอัฒจรรย์สีแดงและสีน้ำเงินดังก้องสนาม ชักกลัวว่าชาวบ้านแถว ๆ นี้จะแจ้งตำรวจมาจับเพราะหาว่าปลุกระดมม็อบซะแล้ว...

แต่ถ้ามีการจับตัวประธานบริษัทไปจริง ๆ ก็ดีสิ เพราะถ้าประธานมาดาระติดคุก อิทาจิจะตกพุ่มม่ายชั่วคราว และตอนนั้นเองที่ผมจะแทรกตัวเข้าไปปลอบโยนมีความสลักสำคัญขึ้นมาในใจอิทาจิได้...

การแข่งขันวิ่งวิบากนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องประจำที่และออกวิ่งเมื่อกรรมการให้สัญญาณ ผจญด่านต่าง ๆ อันโหดหินเพื่อเข้าเส้นชัยในที่สุด กีฬานี้เป็นกีฬาประเพณีที่จัดติดต่อกันทุกปี แม้เกมอื่นเราจะเปลี่ยนเวียนไปไม่ให้ซ้ำพอจะเดาได้ก็ตาม กติกาฟังดูเหมือนว่าง่าย ๆ แต่ปีที่แล้วก็เล่นเอาคิมิมาโร่แผนกประชาสัมพันธ์ลาออกได้ก็แล้วกัน...ดังนั้นจะประมาทไม่ได้!

“เข้าที่ ระวัง ไป!”

สิ้นเสียงนกหวีด ทุกคนออกตัวไปสู่ด่านแรกทันที โต๊ะสิบสองตัววางกะละมังน้ำใบใหญ่เอาไว้ ตรงกลางมีช็อกโกแล็ตรูปเหรียญทองจมอยู่ เราต้องดำน้ำลงไปใช้ปากคาบช็อกโกแล็ตขึ้นมาเหนือน้ำโดยห้ามใช้มืออย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกปรับแพ้ฟาล์ว ผมคิดว่าไม่ยุติธรรมเลย เกมนี้ใครผมยาวก็เสียเปรียบแย่น่ะสิ อดคิดถึงอิทาจิ กุหลาบขาวของคนอื่นไม่ได้ อย่างน้อย อิทาจิก็ยังรวบผม ในขณะที่ผมปล่อยผมส่วนมากยาวสยายลงมา เมื่อก้มลงหมายจะดำน้ำ จุกบนหัวก็ฟาดเข้ากับขอบกะละมังอีกต่างหาก แต่ผมก็งมเหรียญทองขึ้นมาจนได้และคาบไปด่านต่อไปทันที

ด่านที่สอง : เป่าแป้ง : ในขณะที่หัวหูที่เปียกน้ำจนชุ่มของผู้เข้าแข่งขันต้องผจญกับจานใบใหญ่ใส่แป้งกองโตที่ข้างใต้แป้งเป็นเหรียญทองอีกเหรียญ ผมเป่าพรวด...เห็นผลทันที แป้งที่ฟุ้งขึ้นมาเกาะติดอยู่ทั่วทุกสรรพางค์ แม้กระทั่งเส้นผมที่เปียกน้ำทั่วหัวของผม หันไปมองผู้เข้าแข่งขันคนอื่นก็พบว่าดูแก่ลง 50 ปีรวดเดียวพร้อมกัน พอคาบเหรียญทองอีกเหรียญได้แล้ว ผมก็วิ่งไปสู่ด่านใหม่ที่เห็นอยู่ลิบ ๆ พร่าเลือนเพราะหมอกควันแป้งฟุ้งกระจายอยู่รอบทิศทาง เสียงจามฮัดชิ่วดังขึ้นจากใครก็ไม่รู้ เพราะผมไม่ใส่ใจอีกแล้ว

ด่านที่สาม : กินนม : ด่านนี้ดูจากชื่อเหมือนจะง่ายมากจนไม่น่าเอามาแข่งตามรสนิยมซาดิสม์ของฝ่ายจัดการแข่งขัน...ครับ...ควรจะเป็นเช่นนั้น ถ้านมที่ว่าไม่ใช่นมข้นหวาน 1 กระป๋องตรงหน้า แต่สำหรับผมตอนนี้เมื่อได้รับรู้ว่าอิทาจิเป็นของคนอื่นไปแล้ว ต้นไม้งาม (ป่าเดียวกัน) ของผมมีกระรอกเจาะไปเสียแล้ว ผมก็ไม่มีความอาลัยในชีวิตอีกต่อไป จะให้ตายด้วยโรคเบาหวานก็ย่อมได้ไม่เกี่ยงเลย ผมคว้าที่เปิดกระป๋องมากระด๊ก ๆ เปิดออกด้วยความยากลำบากแล้วยกซดโลด รวดเดียวหมดกระป๋องท่ามกลางอาการตกตะลึงและเสียงโอ้กอ้ากของคนดู โชคดีที่เป็นนมข้นหวาน ถ้าเป็นส้มตำแซ่บ ๆ สักจาน ผมคงลำบากใจกว่านี้

ด่านที่สี่ : สนเข็ม : หลังจากดำน้ำจนหูอื้อ เป่าแป้งจนขาวลออไปทั่วร่าง และกินนมข้นอันหวานเลี่ยนจนร่างกายแทบรับไม่ได้ มือของผู้เข้าแข่งขันก็เริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ และเมื่อนั้นแหละ จะถึงด่านสนเข็ม!

ผมเอาด้ายแจะน้ำลายเข้าหน่อยเพื่อให้สนง่ายขึ้น สูดลมหายใจและกักไว้ชั่วขณะ บังคับไม่ให้มือสั่น โชคดีที่เคยช่วยยายสนเข็มบ่อย ๆ ผมจึงจัดว่าเป็นผู้มีทักษะและความชำนาญโดยตรงในด้านนี้ ทำให้ผ่านด่านสนเข็มไปได้ง่ายดายกว่าคนอื่น ๆ ที่ใช้เวลางมอยู่กับด่านนี้หลายนาที

ด่านที่ห้า : คีบลูกแก้ว : ผมคว้าตะเกียบขึ้นมา แล้วคีบลูกแก้วในจานที่เตรียมไว้อย่างคล่องแคล่ว เพิ่งรู้ว่าความเป็นไอ้ตี๋ที่เฮียกุ่ยวินมอ’ไซค์รับจ้างปากซอยบริษัทเรียกให้ขัดใจบ่อย ๆ นั้น ช่วยผมไว้ได้มากเพียงใด ผมคีบลูกแก้ววิ่งไปสู่ด่านต่อไปโดยไม่ตกเลยสักครั้งในขณะที่ชายตาดูเห็นว่าเพนทำตกต้องไปเริ่มต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า คราวนี้เป็นผมที่นำห่างอยู่คนเดียว

เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม ความฮึกเหิมในชัยชนะเป็นเช่นนี้เอง ผมจะไม่แพ้ใครเด็ดขาด! สีน้ำเงินต้องชนะ!

ด่านสุดท้าย : ถือไข่ใส่ช้อน : ผมมองช้อนสั้นกับไข่ไก่ที่วางไว้ให้อย่างหวาดเสียว ไม่มีเวลาลังเลใจอีกต่อไปแล้ว เจ้านายซาโซริที่หน้าขาววอกไปด้วยแป้งเหมือนชะนีกำลังไล่ตามกระชั้นเข้ามา ผมเอาไข่ใส่ช้อนแล้วออกเดินก้าวยาว ๆ มุ่งสู่เส้นชัย หวิดจะทำหล่นหลายครั้งแต่ก็ทำได้ในที่สุด ไข่มาหล่นแตกเอาเมื่อผมก้าวผ่านเส้นชัยไปแล้วทิ้งร่างลงนั่งพับเพียบอย่างหมดแรงข้าวต้ม

ผมชนะ! ผมลบคำสบประมาทของยัยโคนันที่ว่าแข่งอะไรก็แพ้กราวรูดได้แล้ว!

เสียงโฆษกประกาศย้ำชัยชนะของผมดังกึกก้องทั่วสนาม ท่ามกลางเสียงปรบมือของบรรดากองเชียร์สีน้ำเงิน

“เดอิดาระ สีน้ำเงิน เข้าเส้นชัยครับ! สีน้ำเงินนำในช่วงโค้งสุดท้าย 5-4 แล้วครับผม!!”

เมื่อตั้งสติได้ ผมจึงหันไปมองผู้เข้าแข่งขันที่เหลือ เห็นยัยโคนันโยนตะเกียบคีบลูกแก้วทิ้งแล้วกระโดดตัวลอย เจ้าฮิดัน อิทาจิ ยังติดอยู่ที่ด้านสนเข็ม เซ็ตสึขาว (กลับมาแล้วโดยไม่มีบูลตามมาด้วย) เซ็ตสึดำ โอโรจิมารุ คาคุซึ ยืนบิดอยู่ที่ด่านกินนมข้น...คงกินไม่ลง ผมเห็นใจ ส่วนคิซาเมะ ซึ่งผมรู้ทีหลังว่าผมเข้าใจผิดที่คิดว่ามันเป็นยามมาตลอด จริง ๆ แล้วมันเป็นบอดี้การ์ดที่ประธานอุจิวะ มาดาระ ให้มาปกป้องคุ้มกันอิทาจิจากพวกเจ้าชู้ในบริษัท ปกป้องกุหลาบขาวจากแมลงร้ายอย่างผม...เจ้าคิซาเมะติดอยู่ที่ด่านคีบลูกแก้ว ด่านเดียวกับมาดาระเจ้านายของมันสมน้ำหน้า อย่างน้อยอิทาจิก็จะได้เห็นความจริงจากการแข่งขันวิ่งอุบาทว์ เอ๊ย! วิ่งวิบากนี้ว่าใครแกร่งกว่ากัน ระหว่างผมกับผู้เป็นสามีของอิทาจิเอง

“ยอดไปเลย เดอิดาระ ไม่น่าเชื่อว่านายจะทำให้ทีมเราเข้าใกล้ชัยชนะขนาดนี้”

ยัยโคนันหน้าตาชื่นมื่น ด้านหลังหล่อน ป๋าประธานกำลังปลอบใจไอ้หนูเมียน้อย

“ไม่ได้เหรียญก็ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ โอ๋ ๆ อย่าร้องไห้สิ เดี๋ยวน้ำตาเลอะแก้มแล้วจะไม่สวยนะ”

“ไม่สวยป๋าก็ไม่ต้องมารักหนูสิ!”

โอโรจิมารุตะบึงตะบอนใส่ป๋าผู้ชรา แล้วก้มหน้าลงซบฝ่ามือร้องไห้โฮ ๆ อีก ท่านประธานในพิธีซารุโทบิร้อนรน

“ไม่ได้หรอก ถ้าไม่ได้รักหนู ชีวิตของป๋าจะมีค่าอะไร? จะอยู่ต่อไปทำไม?”

“ป๋า~” ไอ้หนูเมียน้อยซบหน้าร้องไห้กับอกป๋า ซึ่งกอดตอบ มือข้างหนึ่งลูบหัวอย่างปลอบโยน

“ป๋าเข้าใจหนูดี นมข้นหวานแคลอรี่มันเยอะ หนูจะกินเข้าไปหมดกระป๋องได้ยังไงกัน!?!”

“เดอิดาระ! นายมองอะไรอยู่!?!”

ผมสะดุ้งกับเสียงแหลมปรี๊ดของหัวหน้าทีม “เปล่าครับ...ตะกี้โคนันพูดอะไรนะ?”

“ชั้นบอกว่าสีน้ำเงินของเรากำลังเข้าใกล้เส้นชัยเข้าไปทุกทีแล้ว อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!”

“เก่งมากเลยนี่ เดอิดาระ” เจ้าฮิดันเดินเข้ามาจับมือผมดึงให้ลุกขึ้น “เอาชนะชั้นได้เสียด้วย”

“นั่นก็เพราะนายมันกระจอกต่างหากล่ะ” ผมหยอกแกมหยิก มันหัวเราะ

“นั่นแปลว่าที่นายชนะชั้นได้ไม่ใช่เพราะนายเก่งกาจ มีฝีมือน่ะสิ”

ผมนิ่งคิด...เออ...จริงว่ะ ที่พูดไปมันตีความแบบนั้นได้นี่หว่า...

“คู่นั้นดูหวานชื่นกันชะมัด” มันรำพึง ผมมองตามสายตามัน แล้วก็ต้องนิ่งไป

ประธานมาดาระโอบไหล่อิทาจิเอาไว้ โยกตัวไปมาเหมือนกำลังกล่อมเด็กให้เข้านอน อิทาจิก้มหน้านิดหน่อย มีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับบนริมฝีปาก รอยยิ้มที่ไม่เหมือนตอนวิ่งไล่เหยียบลูกโป่งอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มที่ไม่เหมือนตอนกินอาหารเผ็ด ๆ อร่อยถูกใจ...

...เป็นรอยยิ้มที่สงบ...เหมือนพบที่ที่ตนจะอยู่อย่างเป็นสุขตลอดไปแล้ว...

“เดอิดาระอกหักซะแล้ว...”

เจ้าฮิดันกอดคอผมโยกเบา ๆ เลียนแบบคู่นั้นบ้าง ขณะเปรยประโยคทิ่มแทงนั้นออกจากปาก ผมสะบัดตัวหนีจากวงแขนของมันทันที ย้อนด้วยถ้อยคำอันเจ็บแสบไม่ให้พ่ายแพ้แก่กัน

“ทำเป็นพูดดี นายก็ชอบอิทาจิเหมือนกันนี่ เราก็อยู่ในฐานะเดียวกันนั่นแหละว้า~”

มันมองหน้าผม แล้วยิ้ม...ยิ้มที่ไม่ต่างไปจากรอยยิ้มของอิทาจิในอ้อมแขนของมาดาระ...

“ไม่หรอก ชั้นไม่ได้อกหัก ชั้นกำลังจะช่วยดามหัวใจให้นายต่างหากล่ะ...”

ผมนิ่งไป...ไม่โต้ตอบอันใดทั้งสิ้น แต่คราวนี้เมื่อเจ้าฮิดันยื่นมือมาโอบตัวผมไปโยกพลางฮัมเพลงกล่อม ผมก็ไม่ได้ขัดขืนอีกต่อไป

-----------------------------------------------------

เกมสุดท้ายของกีฬากระชับความสามัคคีบริษัทแสงอุษาคือชักเย่อ...เช่นเดียวกับกีฬาปิดท้ายของการแข่งขันกีฬาสีทั่วไป

“ไม่เห็นจะได้เรื่อง ชั้นว่าน่าจะลงแข่งอะไรที่มันเร้าใจกว่านี้” เจ้าฮิดันบ่น

“ก็แล้วอะไรล่ะ ที่มันเร้าใจกว่านี้น่ะ?” คาคุซึ ซึ่งปกติเป็นหัวหน้าของมัน แต่ตอนนี้เป็นศัตรูคู่แข่งขันถามขึ้น

“แข่งแบทเทิล รอยัล ใครเหลือเป็นคนสุดท้ายให้เป็นผู้ชนะ” เจ้าฮิดันตอบหน้าตาเฉย

“ถ้างั้นพรุ่งนี้ชั้นก็ต้องหาพนักงานใหม่ยกบริษัทน่ะสิ”

ท่านประธานมาดาระพูดพลางหัวเราะหึหึ แต่ทำให้เจ้าฮิดันเงียบปากลงได้ทันตาเห็น

“คราวนี้รู้สึกจะให้กองเชียร์แข่งด้วย ทั้งสีน้ำเงิน สีแดง...” เพนเล่าขึ้นบ้าง

“โอ้โห~ แล้วต้องใช้เชือกยาวแค่ไหนล่ะนั่น สถานที่จะพอเรอะ?” เจ้านายซาโซริผู้รอบคอบท้วงขึ้น

“พอ...คนร้อยกว่าคนนิด ๆ เอง ที่เราออกจะใหญ่โต”

ยายโคนันตอบห้วน ๆ เพราะซาโซริเป็นผู้เข้าแข่งขันคนสำคัญของสีแดงที่ช่วงชิงชัยชนะจากสีน้ำเงินบ่อยที่สุด

“เอาล่ะครับ พนักงานบริษัทแสงอุษาทุกท่าน กรุณาลงจากอัฒจรรย์ แล้วเข้ามาจับเชือกไว้ได้แล้ว”

โฆษกประกาศเรียก กองเชียร์รีบเฮโลกันลงมาจากอัฒจรรย์อย่างคึกคัก ด้วยอยากมีส่วนร่วมกับการตัดสินชัยชนะในครั้งนี้

“ถ้าสีน้ำเงินชนะก็ชนะขาดเลยสินะครับ แต่ถ้าเป็นสีแดงที่ชนะ ก็แค่เสนอกัน” คิซาเมะว่า

“งั้นแค่เสมอก็ได้ ห้ามแพ้เด็ดขาด ไม่งั้นพวกนายคงรู้ว่าจะพบกับอะไรถ้าแพ้กลับมา”

เพนกล่าวด้วยท่าทีเรียบ ๆ เฉย ๆ สงบนิ่งเหมือนทุกที แต่พนักงาน ตลอดจนหัวหน้าและรองที่สังกัดทีมสีแดงดูจะกดดันขึ้นมาในทันที ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าสีแดงแพ้ขึ้นมา จะถูกเพนทำให้พบกับอะไร?

จะว่าไป อิทาจิก็สีแดงนี่หว่า~ ถ้างั้นก็ต้องโดนด้วยน่ะสิ...ไม่ยอมนะ!

แต่มาคิดดูดี ๆ ท่านประธานมาดาระผู้เป็นฝาละมี คงไม่ปล่อยให้ภรรยาต้องตกอยู่ในภาวะลำบากกายลำบากใจหรอกน่า...ฮึ!

ผมจับเชือกไว้อย่างมั่นคงร่วมกับพนักงานในสังกัดสีน้ำเงิน แต่ทันทีที่กรรมการเป่านกหวีดปรี๊ด สีน้ำเงินทั้งทีมก็ถูกลากหลุน ๆ ข้ามเส้นแบ่งเขตแพ้ชนะไปดื้อ ๆ กรรมการเป่านกหวีดปรี๊ด ผายมือไปทางสีแดง เป็นสัญญาณว่าทีมนี้เป็นฝ่ายชนะ

“อะไรกัน ยังไม่ทันตั้งตัวเลย ถือโอกาสลงมือก่อนนี่หว่า?”

นี่เป็นคำแก้ตัวของฝ่ายสีน้ำเงิน แต่ก็ไม่อาจลบล้างคำตัดสินของกรรมการที่มีต่อการแข่งครั้งแรกไปได้

“ครั้งต่อไป ทุ่มสุดชีวิตเลยนะ พวกนาย”

โคนันกล่าวเหมือนแม่ทัพที่กำลังจะออกรบในสงครามครั้งสุดท้าย ทีมสีน้ำเงินเห็นรูปร่างล่ำสันของคิซาเมะกับคาคุซึแล้วก็ถอนใจ

กรรมการเป่านกหวีดอีกครั้ง ครั้งนี้จะด้วยชาวสีน้ำเงินทุกคนทุ่มทอดตัวลงนอนเลย ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นจนลากไม่ไหว หรือว่าทางด้านที่สีแดงเปลี่ยนมายืนลื่นกว่าก็สุดเดา พอสีแดงดึงจนหมดแรงก็ยังไม่สามารถลากสีน้ำเงินข้ามเส้นแพ้ – ชนะ ไปได้ สีน้ำเงินจึงถือโอกาสที่สีแดงเริ่มจะผ่อนกำลังเพราะหมดแรง ลากกลับเข้ามาเขตตัวเอง ชนะไปได้

กรรมการผายมือมาทางสีน้ำเงินบ้าง พนักงานสาว ๆ ทิ้งเชือกกระโดดตัวลอย วิ่งอย่างกระฉับกระเฉงไปรวมตัวกันอีกด้านเพื่อแข่งรอบตัดสินด้วยหัวใจที่กระดี๊กระด๊ากว่าเดิม เพนหันขวับไปพูดอะไรสักอย่างกับลูกทีมตน พวกพนักงานกลัวจนหงอ

การแข่งชักเย่อรอบตัดสินดุเดือดขึ้น เมื่อกรรมการเป่านกหวีด ทั้งสองทีมก็ดึงเชือกกันสุดแรงเกิด ยื้อกันอยู่นานพอควร สีน้ำเงินได้เคล็ดลับจากการแข่งชนะเมื่อครู่ ในขณะที่สีแดงอาศัยคำขู่ของเพนเป็นเครื่องกระตุ้น และรู้ตัวดีว่าหากปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อ ฝ่ายตนนั่นแหละที่จะเสียเปรียบ เหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ในการแข่งครั้งที่สอง

ในที่สุด การปกครองด้วยความหวาดกลัวก็เป็นฝ่ายชนะ สีแดงลากสัญลักษณ์กึ่งกลางเส้นเชือกผ่านจุดแบ่งแพ้ชนะไปได้โดยมีเสียงโฆษกพากย์อย่างสุดเร้าใจ “สีแดงเป็นฝ่ายชนะ กีฬากระชับความสามัคคีครั้งนี้สีแดงและสีน้ำเงินเสมอกัน 5 ต่อ 5 ครับ!!”

To be Continue

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet