fic นารุโตะ - Submarine has no spring (คิซาเมะ x ซุยเงสึ) Chapter 14
posted on 21 Oct 2009 20:51 by jacknife in Writing
Submarine has no spring – ใต้ทะเลไม่มีฤดูใบไม้ผลิ : Chapter 14
by อีเห็นระวังภัย
by อีเห็นระวังภัย
ทันทีที่ซุยเงสึก้าวเข้ามาในห้องฝ่ายบุคคลตอนพักเที่ยง อิทาจิก็ตรงเข้ามาจับมือเด็กหนุ่มไว้เหมือนกำลังรออยู่ก่อนแล้ว พูดเข้าประเด็น
“ซุยเงสึ ชั้นอยากได้ลูก”
เด็กหนุ่มยังงง ๆ กับปฏิกิริยาของหัวหน้าแผนกบุคคล หันไปหาอีกคนในห้องที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างขอตัวช่วย
“อิทาจิหมายความว่า อยากได้ลูกปลาทอง” คิซาเมะแปลให้เป็นภาษาที่มนุษย์โลกเข้าใจได้
“ก็ในตู้ตั้งเยอะแยะนี่ครับ”
“อยากได้ตัวโต ๆ แบบซาเมฮาดะคุง Jr. แล้วจะได้ให้แต่งงานกัน จากนั้นจะได้มีลูกเล็ก ๆ เต็มตู้”
อิทาจิอธิบายโครงการที่วาดฝันไว้สำหรับซาเมฮาดะคุง Jr. ให้ฟังเหมือนแม่ที่คิดวางแผนชีวิตให้ลูกตั้งแต่ยังอยู่อนุบาล
“ซุยเงสึไปช้อนซาเมฮาดะคุง Jr. ที่ร้านไหนเหรอ ชั้นจะไปมั่ง” หัวหน้าของคิซาเมะถามเอาดื้อ ๆ
เด็กหนุ่มเหลือบมองร่างสูงที่ทำเสียงขลุกขลักในลำคอเป็นเชิงว่ากำลังหัวเราะ แล้วทำหน้าแบบ...ฝากไว้ก่อนเถอะ
“แหม...แย่จังเลยนะครับ วันที่ผมไปช้อนซาเมฮาดะคุง Jr. เป็นวันสุดท้ายที่งานวัดจัดพอดีเสียด้วย...”
“งั้นเหรอ...แย่จัง...”
อิทาจิทำหน้าเหมือนโลกดับไปกับตา คิซาเมะมองสภาพสิ้นหวังของเจ้านายแล้วก็อดใจไว้ไม่ได้
“หาซื้อเอาก็ได้นี่ครับ คุณอิทาจิ ตามร้านขายปลาตู้น่าจะพอมี”
“ตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่มีหรอก ต้องไปเลือกดูที่ฟาร์ม”
หลุดปากออกมาแล้วคิซาเมะเลยรู้ว่า ซุยเงสึไปหาซื้อซาเมฮาดะ Jr. มาจากไหน เด็กหนุ่มมองหน้าเขาแล้วทำหน้าหัวเราะแหะแหะ โชคดีที่อิทาจิไม่ทันเฉลียวใจว่าทำไมนักศึกษาฝึกงานที่ช้อนปลาทองตันโจยักษ์ได้จากงานวัด ถึงรู้ว่าถ้าจะหาซื้อปลาแบบเดียวกันได้ต้องไปที่ฟาร์ม
“ฟาร์มไหน ชั้นไปเลือกดูด้วยได้หรือเปล่า?”
คิซาเมะกับซุยเงสึแลตากันอย่างหารือ แต่ระฆังช่วยดังขึ้นเสียก่อนในรูปแบบของเสียงริงโทนเพลงเฮฟวี่เมทัล
“มาดาระเรียก ชั้นต้องไปแล้วล่ะ”
อิทาจิหันรีหันขวาง ทำท่าเหมือนไม่อยากไป แต่ช่วยไม่ได้จริง ๆ
“ไปทานข้าวเถอะครับ คุณอิทาจิ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องนี้ให้เอง”
ชายหนุ่มโบกมือให้อิทาจิเป็นการบ๊ายบายส่งให้ไปกินข้าวกลางวันกับคนรัก ซุยเงสึมองตาม แล้วเลียนแบบเหมือนเด๊ะ คนถูกบ๊ายบายก็ทำแบบเดียวกัน เลยกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่ดูเผิน ๆ เหมือนรักและอาลัยไม่อยากจากไปเสียเหลือเกิน
“เราจะทำยังไงต่อไปกันล่ะครับ รุ่นพี่?”
ซุยเงสึนั่งลงกุมหัวที่โซฟา ชักจะเป็นเรื่องเสียแล้ว ชายหนุ่มมองอย่างสมน้ำหน้า แต่ไม่ได้กล่าวซ้ำเติมไปอย่างใจคิด
“จะทำยังไงได้ ก็ต้องไปหาซื้อมาให้อิทาจิอีกตัวให้ได้น่ะสิ!”
“ตัวละหมื่นนะ เพ่” มันร้องขึ้น
“ตอนนั้นยังซื้อได้นี่ ทีตอนนี้ทำมาเป็นโวย” คิซาเมะย้อนเข้าให้
“ก็ผมซื้อปลาเล็กมาตกปลาใหญ่ มันก็ต้องลงทุนกันหน่อยล่ะ”
คิซาเมะชักจะหนาว ๆ ร้อน ๆ ว่าซุยเงสึหมายความว่าซื้อปลาทองตันโจมาเป็นเหยื่อเกี่ยวเบ็ดซาเมฮาดะซีเนียร์หรือเปล่า? แต่ก็คิดว่าไม่ถามจะเป็นการฉลาดกว่า ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาคู่กับมัน
“ประธานมาดาระบอกกับชั้นเมื่อตอนทำงานช่วงเช้านี้ว่า อิทาจิพูดเรื่องนี้กับเขาทั้งคืน คะยั้นคะยออยากได้ลูก...หมายถึงลูกปลาทองน่ะนะ ประธานเลยสั่งมาว่า ถ้ายังไงก็ซื้อมาเถอะ แล้วค่อยมาเบิกเงินทีหลัง”
“โอ้โห...ฟังดูใจดีจัง ประธานมาดาระนี่เป็นประธานบริษัทแสงอุษาใช่ไหมครับ หล่อหรือเปล่า?”
มันทำท่ากระตือรือร้นเกินเหตุจนชายหนุ่มหมั่นไส้ “เฮ้...ประธานมาดาระเป็นคนรักของคุณอิทาจินะ” เขาเตือน
“ก็ถึงว่าน่ะสิครับ...ที่จริงทัศนคติของผมอาจจะผิดก็ได้ การมีเสี่ยเลี้ยงนี่ก็ไม่เลวเหมือนกัน”
พูดออกไปแล้วซุยเงสึถึงรู้ตัวว่าหลังพูดออกมาคำพูดจะเป็นายเรา คิซาเมะจ้องหน้าเขาด้วยแววตาเปี่ยมโทสะ
“ประธานมาดาระกับอิทาจิรักกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องเสี่ยเลี้ยง อย่า เอาไปปะปนกับสังคมของนาย!”
เด็กหนุ่มอึ้ง เมื่อพบว่าเขาโกรธเอาจริง ๆ จัง ๆ “ขอโทษครับ...” มันพึมพำ
“ถ้าคิดว่าพูดแล้วต้องขอโทษ ทีหลังก็อย่าพูดจะดีกว่า”
ความเงียบปกคลุมห้องอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ได้ยินแต่เสียงปั๊มฟองอากาศจากตู้ปลา
จนในที่สุด คิซาเมะก็คลายโมโห อาจไม่ถูกที่จะไปโกรธมัน เขาควรรู้แต่แรกแล้วว่าซุยเงสึเป็นคนไม่คิดมากเรื่องนี้ สังคมของเขากับมันไม่เหมือนกัน มันก็แค่พูดออกมาตามประสบการณ์ที่ได้รับจากสังคมตัวเอง ซึ่งในสังคมนั้น การเป็นเด็กเสี่ยไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
“เอาเถอะ” เขาพูดออกมาในที่สุด “นายสะดวกจะไปฟาร์มที่ว่านั่นเมื่อไร?”
เด็กหนุ่มหันมามองเขา เหมือนเด็กที่รอคอยให้ผู้ใหญ่มีโทสะบางเบาลงจนพูดกันรู้เรื่อง แล้วบรรลุผลในที่สุด
...เขาสบตามันแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กไปกว่ามันเสียอีกในกรณีนี้...
“วันอาทิตย์นี้รุ่นพี่ว่างไหมล่ะครับ ผมจะโทรไปนัดกับเขาก่อนให้เขาเตรียมตัวสวย ๆ เอาไว้ให้”
“วันอาทิตย์ก็ได้”
ชายหนุ่มรับคำง่าย ๆ ปกติวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนของเขา แต่จะไปวันอื่นก็ไม่ได้เพราะบริษัทหยุดวันอาทิตย์วันเดียว
“แล้วนายว่างวันอาทิตย์ด้วยหรือ ไม่มีลูกค้ารึไง?” เขาไม่วายแว้ง เด็กหนุ่มยักไหล่
“ยังไม่มี...ไว้เดี๋ยวค่อนจัดคิวเลี่ยงไปวันอื่นก็ได้ คนเราก็ต้องมีธุระส่วนตัวกันบ้าง จริงไหม?”
คิซาเมะชักรู้สึกผิดนิด ๆ ที่ทำให้เด็กหนุ่มขาดรายได้ไปก้อนโต อันเป็นสิ่งที่ควรจะได้ในวันนั้นถ้าไม่ไปกับเขา แต่เมื่อมาคิดดูดี ๆ จะพบว่าคนหาเรื่องเป็นมันเอง ดังนั้น ไม่ต้องรู้สึกผิดก็ได้กระมัง
ดวงตาของคิซาเมะเหลือบมองเด็กหนุ่มแว่บหนึ่ง แล้วพบอะไรบางอย่างที่ผิดสังเกต เขาจับหน้ามันหันมาทางเขาทันที
“โอ๊ย! เจ็บนะรุ่นพี่!” มันร้อง เพราะเขาขืนคอมันให้หันมาโดยไม่ทันตั้งตัวจนคออาจหักได้ แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ
“ตาสีฟ้า?” เขาพูดออกมาตามที่เห็น
“อ่า ฮะ” มันรับคำง่าย ๆ
“แต่เมื่อวานชั้นรู้สึกว่าเห็นเป็นสีเหลือบ ๆ เขียวนี่นา”
“บางทีมันก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแสงไฟน่ะรุ่นพี่ ถ้ามืด ๆ จะออกเป็นสีเขียวมากกว่าสีฟ้า””
มันอธิบายด้วยท่าทีธรรมดา ๆ เหมมือนไม่เห็นว่าแปลกอะไรตรงไหน แต่ชายหนุ่มออกจะอึ้ง ๆ
“นาย...ไม่ใช่คนไทยหรือ?”
พูดออกไปแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองถามอะไรโง่ ๆ แต่ซุยเงสึยิ้มรับด้วยท่าทีสบาย ๆ เหมือนปกติ
“แม่มีเชื้อจีน ส่วนพ่อ...เห็นแม่ว่าเป็นฝรั่ง แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงซะที”
คิซาเมะพิจารณาร่างตรงหน้า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าเด็กหนุ่มได้ส่วนที่ดีที่สุดของทั้งสองชาติมาไว้ในตัวแท้ ๆ โชคดีที่รูปร่างผิวพรรณเป็นแบบเอเชีย เลยทำให้ไม่ใหญ่โตเก้งก้างแบบเผ่าพันธุ์ทางพ่อ ดูเผิน ๆ แทบจะไม่รู้ว่าเป็นลูกครึ่ง นี่แสดงว่าซุยเงสึคงจะเหมือนแม่มากกว่าเหมือนพ่อ... ซึ่งได้มาเพียงเส้นผมสีอ่อน และดวงตาสีฟ้าเหลือบเขียว
“รุ่นพี่หิวหรือยังครับ นี่ผมกะมาชวนไปหาข้าวกลางวันกินนะเนี่ย วันนี้ไม่ได้สั่งข้าวกล่องมากิน เลยไม่มีเสบียง”
มันชวนเขาเสียเฉย ๆ อย่างนั้น ชายหนุ่มยิ้ม...ขยี้หัวมันเล่นเหมือนทำกับเด็ก ๆ
“อะไร...ไม่มีเพื่อนฝูงคบหาแล้วหรือไง ถึงมากินข้าวกับลุงน่ะ”
เขาแซว คราวนี้มันเลยกอดแขนหมับ ลากออกประตูไปเลย
“ลุง เลิงอะไรกัน รุ่นพี่ยังหนุ่มอยู่เลย”
มันพูดอย่างนั้นก็จริง แต่คิซาเมะกลับรู้สึกว่ามันพูดเป็นการเอาใจ แบบหลานพูดกับคุณตา...คุณตายังไม่แก่ซะหน่อย...
“แล้วรุ่นพี่ฝ่ายธุรการล่ะ ไม่ไปเสริมสัมพันธ์กันมั่งรึไง มากินข้าวกับฝ่ายบุคคลแบบนี้เดี๋ยวก็ถูกนินทาว่ามีนอกมีในหรอก”
“ก็มีจริง ๆ นี่ครับ”
มันหัวเราะ คราวนี้คิซาเมะชักจะไม่ขำ เพราะรู้ว่ามีนอกมีในที่ว่าหมายความว่าอย่างไร
“ไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ ดีกว่ามั้ง จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นกันไง”
ชายหนุ่มกล่อม คราวนี้ซุยเงสึกหยุดเดิน ปล่อยแขนเขา หันมาเผชิญหน้า คิ้วขมวด
“ประสบการณ์น่ะ ผมมีเพียบแล้วล่ะครับ ไม่ต้องไปแลกเปลี่ยนกับใครเขาหรอก”
คิซาเมะหัวเราะ “ชั้นไม่ได้หมายถึงประสบการณ์แบบนั้น”
“แล้วที่ไม่ไปกินข้าวกับเพื่อน ก็เพราะมันน่ารำคาญ”
มันบ่น คราวนี้ชายหนุ่มสนใจขึ้นมา...ไอ้เด็กนี่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนร่วมชั้นหรือไงนะ?
“ทำไมน่ารำคาญล่ะ?”
เขาพูดเรื่อย ๆ เหมือนชวนคุย ปลอบความหงุดหงิดของเด็กหนุ่มด้วยการลูบแขนมันเบา ๆ ...ดันหลังให้เดินต่อไป
“ขี้นินทา ผมไม่มาเรียนก็พูดโน่นพูดนี่ ไม่เกี่ยวกับมันซะหน่อย” ซุยเงสึหงุดหงิด
“ขาดเรียนบ่อยเลยหรือ?” คิซาเมะแย้บ ๆ
“บางทีถ้าไปทำงานกลับมาดึกมาก ๆ ก็ตื่นไม่ไหว”
“แล้วไม่เลือกเปลี่ยนมาเรียนภาคบ่ายล่ะ?”
“มันก็ซ้อนทับกับเวลาทำงานของผมน่ะสิ ทำงานไม่ได้แล้วจะเอาอะไรกิน”
มันให้เหตุผลอย่างนั้น ซึ่งเขาเถียงไม่ได้ จึงได้แต่ปลอบใจ
“เอาเถอะ อีกหน่อยก็เรียนจบแล้ว ถือว่าทนแค่ช่วงนี้ก็แล้วกัน”
“ผมก็ว่างั้น” มันยอมรับง่าย ๆ
------------------------------------------------------------------------------------
ตอนเย็น ชายหนุ่มรับซุยเงสึไปส่งถึงสถานีรถไฟฟ้า โดยที่เด็กหนุ่มไม่ได้พูดถึงปลาทองและฟาร์ม เขาก็ไม่ได้ทวงถามอะไร แต่ปรากฏว่าวันต่อมาตลอดทั้งวัน เจ้าเด็กนี่ก็พูดได้สารพัดเรื่อง แต่ไม่ได้เฉียดกรายเข้าใกล้เรื่องปลาทองอีกเลย จนคิซาเมะคิดว่ามันอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ เขาจึงถามขึ้นอีกครั้งในตอนเย็น ขณะอยู่ในรถ
“พรุ่งนี้วันอาทิตย์แล้วนะ”
“ก็วันนี้วันเสาร์” มันตอบเสียอย่างนั้น
“ลืมอะไรไปหรือเปล่า วันอาทิตย์นายต้องทำอะไร?” เขาพยายามบอกใบ้ให้มัน
“ต้องซักผ้า”
คำตอบของมันทำให้คิซาเมะใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยดังป๊อก ๆ เป็นจังหวะ
“ชั้นหมายความว่า เรื่องซื้อปลาทองอีกตัวน่ะ ลืมไปแล้วหรือไง”
เขาเข้าเรื่องตรงประเด็นเป๊ะ ซุยเงสึสะดุ้ง ค่อย ๆ หันหน้ามามองเขา
“เอ่อ...” จากสีหน้าของมันบอกให้เขารู้...มันลืมเสียสนิท
“ลืมไปแล้วสินะ” เขาดักคอ
“ช่วงนี้ผมยุ่ง ๆ ไปหน่อย ต้องเร่งทำงบประมาณ เพิ่งส่งไปเมื่อเย็นนี้เอง” มันรีบแก้ตัว
“ชั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ แค่ถามดู ตกลงพรุ่งนี้ไปได้ใช่ไหม?”
“ได้ครับ” มันนิ่งไปนิดหน่อย แล้วหันมาหาเขา “รุ่นพี่มีเบอร์ผมหรือยัง?”
คิซาเมะขมวดคิ้ว “ชั้นไม่คิดจะใช้บริการของนายหรอกนะ จะเอาเบอร์ของนายไปทำไม?”
“รุ่นพี่!” มันเสียงแข็งขึ้นเหมือนเริ่มจะหมดความอดทน “ผมจะให้เบอร์รุ่นพี่ไว้ติดต่อพรุ่งนี้ต่างหาก”
ชายหนุ่มอึ้งไปนิดหน่อย “อ้อ...เหรอ...ขอโทษนะ...”
“มือถือรุ่นพี่อยู่ไหน ผมเม็มให้นะ”
เขาต้องหยิบให้แต่โดยดีเป็นการไถ่โทษที่เข้าใจผิด เด็กหนุ่มรับมา เมื่อเห็นรูปวอลเปเปอร์ก็ร้องขึ้น
“รูปปลาทองเนี่ยนะรุ่นพี่!?!”
วอลเปเปอร์ของเขาเป็นรูปปลาทองจากตู้ปลาของห้องฝ่ายบุคคล สมัยที่ยังไม่มีซาเมฮาดะคุง Jr. มาฝากเลี้ยงไว้ด้วยซ้ำ
“ถ่ายไว้ตั้งนานแล้ว ยังไม่ได้เปลี่ยนสักที” เขายอมรับกลั้วหัวเราะ
“งั้นเปลี่ยนเลยแล้วกันนะรุ่นพี่”
มันว่า...โดยไม่รอคำอนุญาตด้วยซ้ำ ซุยเงสึจัดการยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปตัวเองยิ้มหวานหยดในมุมที่สวยที่สุด โดยที่เจ้าของโทรศัพท์ไม่ทันสังเกตว่ามันเปลี่ยนจากรูปปลาทองเป็นรูปตัวเองไปแล้ว จากนั้นก็กดเม็มเบอร์ตัวเองลงไปในเครื่องของเขา กดโทรออกไปที่เครื่องตัวเองแล้วกดวาง บันทึกเบอร์โทรศัพท์ของคิซาเมะใส่ลงไปในเมมโมรี่ของเครื่องอย่างรวดเร็วเหมือนเล่นกล
เท่านี้ ซุยเงสึก็มีเบอร์ของคิซาเมะโดยไม่ต้องขอจากชายหนุ่มให้ถูกปฏิเสธแล้ว...
“อุตส่าห์แต่งตัวออกจากบ้านทั้งที แต่ไปซื้อปลาแป๊บเดียวเอง...” มันเริ่มเกริ่น ๆ ...คิซาเมะชักรู้ทัน
“แล้วนายอยากจะอยู่นาน ๆ รึไง จะลงไปว่ายน้ำเล่นกับปลาทองก็ได้นะ ถ้าเจ้าของฟาร์มเขายอมน่ะ”
“เปล่านะ ผมไม่ได้หมายความว่าอยากอยู่ที่ฟาร์มนาน ๆ ผมหมายถึง...แบบว่า...เราไปเที่ยวกันดีไหม?”
คิซาเมะเบรกรถดังเอี๊ยด...โชคดีที่คันหน้าเขาติดไฟแดงพอดี เลยไม่เกิดอุบัติเหตุสยองขึ้น
“ว่าไงนะ...ไปเที่ยวงั้นเหรอ กับนายเนี่ยนะ?”
“พูดเหมือนรังเกียจกันเลยนะรุ่นพี่” มันทำกระเง้ากระงอด “ผมอุตส่าห์ยอมเสียรายได้ในวันอาทิตย์เพื่อรุ่นพี่นะ”
...เพื่ออิทาจิต่างหาก...ชายหนุ่มเถียงอยู่ในใจ...แต่ก็จริงของมัน...รายได้ทั้งวันของซุยเงสึน่ะ เป็นหมื่น...
...เท่ากับราคาปลาทองที่มันซื้อนั่นแหละ...
“แล้ว...อยากไปเที่ยวไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าล่ะ?” เขาอ้อมแอ้มถาม
เด็กหนุ่มหันมามองหน้าเขาด้วยสีหน้าเกินความคาดหมาย
“รุ่นพี่จะยอมไปเที่ยวกับผมจริงง่ะ?”
“ก็...นะ...” คิซาเมะอึกอัก “เป็นการตอบแทนไอ้ปลาทองซาเมฮาดะ Jr. นั่นไง”
“รุ่นพี่กำลังชวนแฟนของซาเมฮาดะคุงเที่ยวอยู่นะครับ รู้ไหม?”
“เลิกพูดไอ้เรื่องบ้าบอเรื่องนั้นซะทีได้ไหม!?!”
เขาเอาเสียงเข้าข่มความอับอาย แต่ซุยเงสึหากลัวไม่ มันยังยิ้มยั่วเย้าเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว มองหน้าเขาเต็มตา
“ทำไมล่ะครับนี่มันเป็นเลิฟ แอฟแฟร์ ระหว่างรุ่นพี่ ซาเมฮาดะคุง แล้วก็ผมไม่ใช่หรือครับ?”
คิซาเมะฮึดฮัด แต่ระหว่างนั้นเขาก็สังเกตเห็น...ดวงตาของซุยเงสึวันนี้เป็นสีน้ำตาลเข้ม ไม่มีสีฟ้าแบบเมื่อวาน หรือแม้แต่เหลือบสีเขียวอย่างเมื่อวานซืน เขาเกือบจะจับคอมันหมุนมาดูอีกหนแล้ว แต่ไฟเขียวพอดี รถจึงทยอยเคลื่อนตัวออกไป ชายหนุ่มจึงต้องตั้งสมาธิกับการออกรถ แต่ปากก็ยังถามถึงสิ่งที่ค้างคาใจ
“ทำไมวันนี้ตานายเป็นสีน้ำตาล?”
“มันก็เป็นสีน้ำตาลทุกวันนี้ครับ”
“ที่ไหนกัน! เมื่อวานตานายสีฟ้า เมื่อวานซืนก็เป็นสีเหลือบ ๆ เขียวไม่ใช่รึไง!?!”
“อ๋อ...” เด็กหนุ่มลากเสียงเหมือนเพิ่งนึกได้ “รุ่นพี่รู้จักนวตกรรมที่เรียกว่า คอนแท็กเลนส์ บิ๊กอายส์ ไหมครับ?”
คิซาเมะนิ่งไป...แล้วในที่สุดก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำ ๆ อย่างข่มอารมณ์
“แล้วที่บอกว่าเป็นลูกครึ่งนั่นล่ะ?”
“รุ่นพี่เชื่อด้วยหรือครับ?”
มันย้อนถามเขาด้วยหน้าเป็นเหมือนเคย แต่ครั้งนี้ชายหนุ่มกลับรู้สึกเหมือนทนไม่ได้ขึ้นมา เขาแทบจะกระชากร่างบาง ๆ นั้นมาเขย่าตรงหน้าให้หายแค้น แต่จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเป็นเขาที่โง่เอง
...โง่ที่เชื่อมัน...
“ผมนี่ดูเหมือนลูกครึ่งหรือครับ ไม่น่าเชื่อเลย เห็นตอนเด็ก ๆ มีแต่คนเรียกผมว่าไอ้ตี๋ทั้งนั้น...”
“ได้หลอกคนน่ะ สนุกมากใช่ไหม?”
เด็กหนุ่มจับความผิดปกติในน้ำเสียงของเขาได้ “รุ่นพี่โกรธหรือครับ?”
“ถ้าโดนโกหก มีใครบ้างที่จะไม่โกรธ?”
“หรือครับ...ผมก็แค่พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง เป็นบริการอย่างหนึ่ง ไม่ถือว่าโกหกสักหน่อย”
“ชั้นเนี่ยนะ อยากฟังเรื่องนั้น...เรื่องที่นายเป็นลูกครึ่งอะไรนั่นน่ะ!?!”
คิซาเมะขึ้นเสียงจนเหมือนตวาด ซุยเงสึทอดสายตามองเขาอย่างเยือกเย็น
“สมัยนี้ การเปลี่ยนสีตาด้วยคอนแท็กเลนส์ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว ผมไม่เชื่อว่ารุ่นพี่จะคิดไม่ถึงหรอกว่าจะมีใครตาสีฟ้าวันหนึ่ง ตาสีเขียววันหนึ่งโดยไม่มีปัจจัยเรื่องคอนแท็กเลนส์ แต่เพราะรุ่นพี่อยากได้ยินว่าผมเป็นเด็กน่าสงสาร น่าสมเพชเวทนา เป็นลูกครึ่งขาดพ่อ พอผมพูดเรื่องที่รุ่นพี่อยากได้ยินออกไป รุ่นพี่ถึงเชื่อ เพราะใจของรุ่นพี่อยากเชื่อแบบนั้นอยู่แล้ว...ผมขอถามหน่อยเถอะ ว่ารูปร่างหน้าตาแบบผมนี่ ถ้าเล่าให้ใครฟังว่าเป็นลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นฝรั่ง ใครเขาจะเชื่อ?”
ชายหนุ่มสะกดอารมณ์ไม่ให้ระบายออกตามความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในจิตใจทั้งหมด เขาข่มใจ กัดฟัน
“ลงไป”
“เอ๋?”
เด็กหนุ่มมองเขาอย่างสงสัย...นี่ยังไม่ถึงสถานีรถไฟฟ้าด้วยซ้ำ
“ลงไป”
เขาหยุดรถ จอดเข้าข้างทาง ซุยเงสึนิ่งอึ้งไป แต่ก็ยอมเปิดประตูลงไปแต่โดยดี
“ชั้นไม่ใช่ตัวตลกของนาย”
คิซาเมะพูดขึ้น ก่อนจะกระแทกประตูปิดใส่หน้าเด็กหนุ่ม
รถวอลโวสีแดงมารูนนั้นแล่นจากไป โดยมีซุยเงสึมองตามไปจนลับสายตา
To be Continue
ชักเข้มข้น *-*
ฮา..เราก็ตกใจ (นึกว่าน้องซุ้ยจะดราม่าได้อีก
โกหกเล่นเป็นนิสัยไม่ดีนะหนู
เิพิ่งได้เห็นรูปพี่อิทาจิของคุณ lily ที่อัพเมื่อหลายวันก่อนค่ะ
รูปนี้ให้ความรู้สึกเหมือน ยิ้มอำลา ยังไงชอบกล T_T
#1 By moth on 2009-10-22 21:07