fic นารุโตะ - Submarine has no spring (คิซาเมะ x ซุยเงสึ) Chapter 15
posted on 24 Oct 2009 18:35 by jacknife in Writingby อีเห็นระวังภัย
ในราวสองทุ่ม เมื่อคิซาเมะอาบน้ำ กินข้าวเรียบร้อย อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นบ้างแล้ว แม้จะยังไม่แจ่มใสเป็นปกติ แต่ก็ลดความขุ่นมัวจากเมื่อเย็นลงไปได้มากแล้ว เมื่อใจสงบลง อะไร ๆ ก็ดูจะพูดกันง่ายขึ้น
เสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นพอดีเหมือนรอเวลานี้อยู่แล้ว คิซาเมะหยิบโทรศัพท์มือถือมาจะกดรับ แต่ก็ต้องร้องเฮ้ย
ภาพซุยเงสึยิ้มหวานจ๋อยอยู่ในรถเขาโชว์เป็นวอลเปเปอร์อยู่ที่หน้าจอ...
ตอนที่มันคืนโทรศัพท์ เขารับมาใส่กระเป๋ากางเกงอย่างลวก ๆ จึงไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ตั้งแต่แรก แต่เมื่อมาเห็นรูปนี้ในเวลานี้ขณะนี้เข้า ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าหัวใจของเขาอ่อนลงอีกเล็กน้อย ก่อนจะกดรับเบอร์ที่เม็มไว้ในชื่อซุยจัง = น้องซุ้ย
“ฮัลโหล...” เขากรอกเสียงลงไป
“ผมนึกว่ารุ่นพี่จะไม่รับเสียแล้ว” น้ำเสียงของคนโทรมาแฝงความดีใจอย่างปิดไม่มิด
“เผอิญชั้นไม่รู้ว่าใครโทรมาน่ะ ถ้ารู้ก็คงไม่รับแล้ว”
“ไม่จริงหรอกมั้ง รุ่นพี่รออยู่ตั้งนานกว่าจะรับสาย คงดูอยู่ว่าใครโทรมา แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจรับ”
มันว่าแจ้ว ๆ เหมือนเห็นกับตา และแม่นยำราวกับตาเห็น ผิดอยู่แต่ว่าไอ้ที่ว่า...ดู...ว่าใครโทรมานั้น เขาดูรูป ไม่ใช่ดูชื่อ
“นั่นเพราะชั้นไม่ได้อยู่ใกล้โทรศัพท์ต่างหาก เลยมารับช้า” เขาปด
“อ้าว...เหรอครับ” มันอึ้งไปเพราะคาดไม่ถึง แล้วนิ่งไปนาน
“โทรมานี่มีธุระอะไร?” คิซาเมะทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนั้นลง “จะโทรมาให้ชั้นฟังสัยงลมรึไง?”
“ผมขอโทษครับ”
คราวนี้เป็นชายหนุ่มที่เงียบบ้าง เขาคุ้นเคยแต่กับการต้องเป็นฝ่ายง้องอนแฟนสาวแม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และสำหรับเรื่องใหญ่ที่เขาไม่ผิด เขาจะเลือกใช้วิธีวางเฉย จนต้องห่างกันไปในที่สุด เท่ากับเป็นการจบความสัมพันธ์ลงด้วยในการนั้น
นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่เขาเป็นฝ่ายได้รับคำขอโทษก่อน...
“ไม่เป็นไร...” ก็จะให้เขาตอบอย่างไรได้เล่า? “แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ”
“ขอบคุณครับ รุ่นพี่ใจดีที่สุด!”
น้ำเสียงลิงโลดของมันทำให้เขาคุ้น ๆ ว่า เขาเคยพูดว่า แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ มากี่ครั้งแล้ว
ความรู้สึกหมั่นไส้ น่ารำคาญใจ พลุ่งขึ้นมาในใจ แต่ก็ไม่จริงจังนัก เขาหยิกแกมหยอก
“มาขอโทษเอาป่านนี้ไม่รู้สึกว่าสายไปหน่อยหรือไง?”
“ผมนั่งคิดมาตลอดตั้งแต่รุ่นพี่ไล่ผมลงจากรถว่าโทรไปเลยดีไหม แต่คิดว่าตอนนั้นรุ่นพี่ต้องโกรธมากอยู่แน่ ๆ แล้วคงจะยิ่งโกรธที่ผมโทรมากวนใจมากขึ้นไปอีก เลยรอให้รุ่นพี่ใจเย็นลงสักหน่อยก่อนค่อยขอโทษ...”
“ไม่ขอโทษซะพรุ่งนี้เลยล่ะ?” เขาประชด
“ไม่ได้หรอกครับ มันช้าไป” ซุยเงสึพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กลัวว่าชั้นจะเก็บเอาไปคิด แล้วโกรธจนไม่เผาผีกัน ถ้าทอดเวลานานเกินไปงั้นสิ?” เขาคาดเดา
“ไม่ใช่หรอกครับ” เด็กหนุ่มปฏิเสธ “ช้ากว่านี้มีหวังผมอกแตกตายแหง ๆ”
“จริงหรือ...ทำไมล่ะ?”
คิซาเมะออกจะชอบ ๆ ความรู้สึกที่ว่าซุยเงสึจะอกแตกตายเพราะตน เขาจึงยิ้มออกมาโดยไม่ต้องกลัวว่าเด็กหนุ่มจะเห็น เพราะคุยกันทางโทรศัพท์...ไม่ใช่โทรภาพ
“รอ 2 ชั่วโมง รุ่นพี่ก็โกรธผม 2 ชั่วโมง รอ 1 คืน รุ่นพี่ก็โกรธผมทั้งคืนน่ะสิครับ...”
“นี่แปลว่า ทนรอทั้งคืนไม่ไหว ใช่หรือเปล่า?” เขาสัพยอกมัน
“รุ่นพี่...” มันหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดประโยคถัดมา “เซ็กส์โฟนพันนึง ต้องโอนเงิน และนัดเวลาล่วงหน้านะครับ”
คิซาเมะขมวดคิ้ว...อารมณ์ดี ๆ เมื่อครู่แห้งเหือดไปเหมือนน้ำถูกความร้อนระเหยเป็นไอ
...มันช่างพูดให้เขาหมดความรู้สึกดี ๆ กับมันเก่งจริง ๆ ...
“นี่สองทุ่มแล้ว ไม่ไปหาลูกค้ารึไง!?!” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสะบัดห้วน
“ไม่ไปหรอกครับ ผมรอคุยกับรุ่นพี่อยู่ ไม่มีสมาธิไปสนใจกับแขกหรอก”
คำตอบของมันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอีกหน่อย ที่ได้รู้ว่า อย่างน้อย มันก็เลือกเขาก่อนลูกค้าของมัน
“แล้วพรุ่งนี้จะไปไหนล่ะ?”
เมื่ออารมณ์ดีขึ้น ชายหนุ่มจึงนั่งลงบนโซฟาในท่าที่สบายที่สุด ชวนมันคุย ทั้งที่การคุยโทรศัพท์นาน ๆ ไม่ใช่นิสัยของเขา
“อ้าว ก็ไปฟาร์มปลาทองไงครับ ลืมแล้วเหรอ?”
มีเสียงถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นเด็กหนุ่มก็พูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ไปกว่าเดิม คิซาเมะขมวดคิ้ว
“ทำอะไรอยู่น่ะ?” เขาถามด้วยเสียงดุ ๆ
“นอนคุยอยู่ครับ” มันบอกงง ๆ ...คงไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ เขาก็ดุขึ้นมาเฉย ๆ
“แล้วไป...” อย่างน้อย นั่นก็เป็นเสียงมันแลนดิ้งลงบนเตียง ไม่ใช่กำลังจะเริ่มกิจกรรมเซ็กส์โฟนกับเขา
“แล้วพรุ่งนี้จะไปไหน...หมายถึงว่า...ที่นายชวนชั้นไปเที่ยวน่ะ”
พูดออกไปแล้วเขาก็เขิน ๆ อยู่เหมือนกันที่เป็นฝ่ายทวงคำขึ้นมาก่อน แต่ซุยเงสึเหมือนจะตกใจจนเกือบช็อก
“ระ...รุ่นพี่จะเดทกับผม...หรือครับ?”
เด็กหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิวเหมือนกลัวว่าเขาจะได้สติ ประมาณว่า นี่ตูพูดอะไรออกไปฟะ? กระมัง
“นายเดทกับไอ้เจ้าซาเมฮาดะต่างหาก ไม่ใช่กับชั้น”
คิซาเมะอ้างซาเมฮาดะเป็นการกลบเกลื่อน ซุยเงสึหัวเราะออกมาเต็มเสียง
“งั้นต้องเดทแบบฟูลคอร์สด้วยนะครับ กับซาเมฮาดะคุง น้อยกว่านี้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวก็น้อยใจแย่”
“ก็เอา...” ชายหนุ่มหัวเราะไปด้วย “ว่าไง...จะไปที่ไหนดี?”
“ไปที่โรแมนติก ๆ หน่อยดีไหมครับ ผมจะสวีทกับซาเมฮาดะคุงให้น้ำตาลหยดมดตายไปเลย”
“โดยที่หิ้วถุงปลาทองไปด้วยน่ะเหรอ?”
คิซาเมะนึกภาพ ซุยเงสึซบอกเขาโดยมีฉากหลังเป็นยอดตึกสูงยามค่ำคืนที่พร่างพราวไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แต่ในมือถือถุงพลาสติกใส่น้ำถุงยักษ์ ใหญ่ราวกับถุงทะเล ข้างในมีปลาทองตันโจว่ายน้ำสะบัดหางริก ๆ อยู่แล้วหัวเราะก๊าก
“แหม~ รุ่นพี่ละก็...เราก็เที่ยวก่อนแล้วค่อยไปซื้อปลาทีหลังสิครับ”
มันเสนอทางออกเหมือนกับว่าเขาโง่เสียเต็มประดา แค่นี้ก็หาทางออกไม่ได้เสียแล้ว
“ไม่ล่ะ ชั้นอายเขา”
สมองชายหนุ่มยังนึกภาพเมื่อครู่อยู่...เขานึกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่าคนที่มารับประทานอาหารมื้อโรแมนติกบนยอดตึกจะมีสีหน้าอย่างไรเมื่อเห็นผู้ชายตัวโตกับเด็กหนุ่มหน้าตาดี หิ้วถุงปลาทองมาดินเนอร์ด้วย
“กลัวใครจะมาเห็นรุ่นพี่เดินกับผมเข้าสินะครับ”
น้ำเสียงทางอีกปลายสายเจื่อน ๆ ชอบกล แต่ก็ไม่ได้ประชดประชันอะไรเหมือนยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ คิซาเมะเกือบจะพูดออกไปแล้วว่าเขาไม่ได้หมายความอย่างที่เด็กหนุ่มเข้าใจ แต่ซุยเงสึก็ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่ปรับให้ฟังดูร่าเริงขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น เราไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ ก็ได้ จะได้ไม่มีใครสังเกตไงครับ จตุจักรดีไหม?”
คิซาเมะไม่รู้ว่าควรจะแก้ความเข้าใจผิดนั้นอย่างไรดี จึงปล่อยเลยตามเลย
“อย่างนั้นก็ได้...”
“งั้นไปจตุจักร 10 โมง รุ่นพี่ตื่นไหวไหมครับ?”
“ชั้นไม่ใช่นายนี่จะได้ตื่นสายโด่งจนพระอาทิตย์แยงตา 10 โมงก็ 10 โมง เจอกันที่ไหนล่ะ?”
“ที่รถไฟฟ้าสถานีหมอชิต รุ่นพี่ไม่ต้องเอารถไปก็ได้นะครับ ท่าจะหาที่จอดยาก”
“แล้วตอนแวะไปฟาร์มปลาล่ะ จะไปยังไง?”
“ฟาร์มปลาอยู่ไม่ไกลจากจตุจักรหรอกครับ ขึ้นแท็กซี่ไปแป๊บเดียวก็ถึง แถวนั้นถิ่นผมเลย เดี๋ยวผมนำทางเอง”
ท่าทางมันกระตือรือร้นขึ้นมาแล้วอย่างนึกสนุก คิซาเมะสงสัยว่ามันมีเวลาไปเดินเที่ยวด้วยหรือไง
“แถบนั้นใกล้กับย่านรัชดานี่นะ สถานอโคจรเยอะละสิท่า”
เขาเปรยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เมื่อนึกว่าซุยเงสึไปทำอะไรแถวสถานอโคจรที่ว่า
“เพียบเลยละ รุ่นพี่ท่าทางจะรู้ดีนะครับ ไปบ่อยหรือไง?”
ฟังจากน้ำเสียงแล้วเขาเดาไม่ออกว่ามันกำลังย้อนเขาอยู่หรือเปล่า คิซาเมะยิ้มมุมปากเหี้ยมเกรียม
“ไม่บ่อยเท่านายหรอก แถบนั้นถ้าไม่ไปซื้อก็ต้องไปขาย คนไม่มีธุระปะปังไม่มีใครเขาไปกันหรอก”
..ดูเหมือนคำพูดของเขาจะสร้างบรรยากาศมาคุขึ้นมาอีกแล้ว...แต่ซุยเงสึก็ยังหัวเราะอย่างฝืน ๆ
“ปกติผมไม่ไปเร่ขายหรอกครับรุ่นพี่ แค่รับนัดก็แทบจะสับรางไม่ไหวอยู่แล้ว”
“ชั้นรู้ว่ามันเป็นอาชีพที่นายภาคภูมิใจ แต่ไม่ต้องโฆษณาบ่อยนักก็ได้!”
เขาหงุดหงิดขึ้นมาอย่างหาเหตุผลไม่ได้ ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มพูดเรื่องอาชีพไซด์ไลน์ของตัวเอง ระยะหลังอาการของเขาหนักขึ้นถึงขั้นเป็นฝ่ายระรานซุยเงสึในเรื่องนี้เองด้วยซ้ำ...
...นี่เขาเป็นอะไรไปนะ?
“รุ่นพี่โกรธอีกแล้ว...” น้ำเสียงของมันหงอย ๆ ไป “ไม่ว่าจะยังไง ผมก็ไม่อยากให้รุ่นพี่โกรธผมเลย”
“แล้วใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อนล่ะ!?!”
ถึงจะเป็นฝ่ายถามออกไปอย่างประชดประชัน แต่สมองของเขาก็ให้คำตอบในฉับพลันทันที
...เขาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน!
“ผมขอโทษ...”
ขอโทษ อีกแล้ว เจ้าเด็กนี่ไม่มีคำไหนที่ดีไปกว่านี้หรือไงนะ? คิซาเมะเดือดดาล...ไม่ใช่เพราะเด็กหนุ่ม แต่เพราะตัวเอง เขาไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดให้เป็นปกติได้เลยเมื่ออยู่กับซุยเงสึ...ทำไมกันนะ?
“เอาเถอะ เราอย่ามาทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้หน่อยเลย” เขาพยายามข่มใจ
“มันไร้ค่าสินะครับ” พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “รวมทั้งผมด้วย”
“ชั้นไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมชินเสียแล้วล่ะ จตุจักร สถานีหมอชิต 10 โมง...แค่นี้นะครับ”
แล้วเด็กหนุ่มก็วางหูไป เสียงสัญญาณวางสายดังเหมือนบอกระยะห่างของเขากับซุยเงสึ ที่ดูจะห่างไกลกันเหลือเกิน
----------------------------------------------------------------
ชายหนุ่มปรากฏตัวที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เวลา 10 โมงตามที่นัดเอาไว้ แต่เขายังหาเด็กหนุ่มไม่พบ เนื่องจากผู้คนที่มากมาย และสถานที่ที่กว้างใหญ่ไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นที่ที่เขาไม่คุ้นเคย จำได้ว่าเคยมาใช้บริการรถไฟฟ้านับครั้งได้ และทุกครั้งเขาก็มีท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ จนถูกมองว่าเป็นบ้านนอกเข้ากรุงทุกครั้งไป คิซาเมะจึงไม่มีความทรงจำที่ดีกับรถไฟฟ้านัก
กำลังที่จะยกโทรศัพท์ขึ้นกดหาคนนัด ก็ได้ยินเสียงโวยสายดังมาจากด้านหลัง...เสียงคุ้นเสียจนไม่ต้องมองดูก็รู้ว่าเป็นใคร
“ก็บอกแล้วไงว่าวันนี้ไม่ว่าง...ต่อให้มีเงินจ่ายก็ไม่ว่างอยู่ดี...พูดไม่รู้เรื่องหรือไง วัน – นี้ – ไม่ – ว่าง”
เสียงนั้นเงียบไปพักหนึ่งเหมือนกำลังฟังปลายสายพูด แล้วก็โต้ตอบกลับไปอย่างหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
“จะไปกับใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย อย่ามาล้ำเส้นนะ ผมจะไปไหน ไปกับใครมันก็เรื่องของผม นอนด้วยไม่กี่ครั้งจะมาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่ตลกไปหน่อยหรือไง...ใช่สิ...ใครมีเงินมาให้ ผมก็นอนด้วยทั้งนั้นแหละ!”
คิซาเมะเห็นท่าไม่ดี ด้วยว่าผู้คนรอบ ๆ เด็กหนุ่มหันมามองการสนทนานั้นอย่างสนอกสนใจ เขาจึงกดโทรศัพท์โทรเข้าเครื่องของคนที่กำลังพูดอยู่...เสียงโวยวายลั่น ๆ นั้นสะดุดไปนิดหนึ่ง ชายหนุ่มแอบมองซุยเงสึยกโทรศัพท์ออกจากหูดูว่าใครโทรมา แล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปากและดวงตาของเด็กหนุ่ม คิซาเมะมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่อ่อนโยนและเต้นแรงขึ้นอีกนิด
“แค่นี้นะ”
เจ้าตัวตัดสายคนที่กำลังพูดด้วยเสียเฉย ๆ แล้วรับสายของเขาด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า
“ฮัลโหล รุ่นพี่หรือครับ?”
“ไม่ใช่...นี่ซาเมฮาดะโทรมาต่างหาก”
ชายหนุ่มเย้า...ซุยเงสึยิ้มจนตาหยี เขี้ยวเล็ก ๆ มุมปากนั้นยิ่งทำให้รอยยิ้มนั้นน่าเอ็นดูยิ่งขึ้นจนแทบอดใจไว้ไม่ไหว
“คิดถึงผมเหรอ ซาเมฮาดะคุง...” น้ำเสียงของซุยเงสึออดอ้อน จูบโทรศัพท์อย่างอ่อนโยน “รักนะ จุ๊บ ๆ”
ดูเด็กหนุ่มกลายเป็นคนละคนกับเด็กไซด์ไลน์ที่โวยวายใส่ลูกค้าเมื่อครู่ชนิดจินตนาการไม่ออก ถ้าไม่เห็นด้วยตา
“ผมมารอได้สักพักแล้วล่ะ ตอนนี้รุ่นพี่อยู่ที่ไหนหรือครับ?”
“ข้างหลังนายนี่ไง...”
เด็กหนุ่มหันขวับมาด้านหลังตามคำของเขาทันที รอยยิ้มกระจ่างนั้นยิ้มให้เขาเหมือนดีใจนักหนาที่ได้พบกัน คิซาเมะยกมือกระดิกปลายนิ้วเป็นเชิงทักทาย ซุยเงสึวางสาย แล้วกระโดดเข้ากอดเขา โดยไม่สนใจสายตาของคนที่แอบมองอยู่โดยรอบ
“เอ้า...เอาเข้าไป...ทำยังกับพบกับพี่ชายที่พลัดพรากจากกันไปนานหลายสิบปีงั้นแหละ”
ชายหนุ่มหัวเราะ กอดเอวไว้หลวม ๆ แล้วจึงตบเบา ๆ เป็นการรับรู้ถึงการกอดของซุยเงสึ จากนั้นจึงดึงตัวเด็กหนุ่มให้มายืนตรงหน้า จัดไหล่จัดท่าทางให้ยืนให้เรียบร้อย วันนี้ซุยเงสึแต่งตัวตามสบายด้วยกางเกงแบ็กกี้ตัวหลวมจนน่าสงสัยว่าถ้ากระตุกแรง ๆ ก็คงจะหลุดตามมือมาเป็นแน่ ถึงกระนั้นมันก็ยังใส่แบบไม่หวงตัว เด็กหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีน้ำตาลเข้มตัวยาว แต่ไม่ยาวไปกว่าช่วงสะโพกที่แบ็กกี้เกาะเกี่ยวไว้ เห็นเนื้อขาวผุดผ่องวับแวมระหว่างรอยต่อนั้น และเห็นชัดยิ่งขึ้นยามก้มหรือเอี้ยวตัว สีน้ำตาลเข้มขับผิวเนียนละมุนนั้นให้ยิ่งน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้นจนคิซาเมะอดใจไม่ไหว มันเนียนมือเหมือนที่เขาเคยสัมผัสมาก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
ซุยเงสึมองมือใหญ่ที่วางแปะลงบนหัวไหล่ตน แล้วดวงตาก็พราวระยับขึ้นเมื่อรู้ว่ากำลังถูกแอบแต๊ะอั๋ง...
คิซาเมะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทำเป็นใช้มือข้างนั้นรุนไหล่บังคับทิศทางให้เด็กหนุ่มเดินไปยังบันไดทางลงสถานีรถไฟฟ้า
“ตะกี้คุยโทรศัพท์กับใครอยู่หรือ?”
เขาแกล้งเซ่อ ถามทั้งที่พอจะรู้ได้จากการเดาบทสนทนา...คงเป็นลูกค้าละสิ เขาพอใจที่เด็กหนุ่มแสดงกิริยาวาจาไม่ดีกับมัน ไอ้ลูกค้านั่นจะได้ไม่โทรมาติดต่อซื้อขายกันอีกต่อไป ส่วนซุยเงสึจะขาดรายได้ก็ช่างปะไร...
...เขาจะเลี้ยงข้าว 3 มื้อก็ได้...
“โทรศัพท์ไอ้โรคจิตเจ้าประจำน่ะครับ”
เด็กหนุ่มตอบเสียอย่างนั้น เล่นเอาชายหนุ่มร้องอ้าว
“รู้ว่าโทรศัพท์โรคจิตแล้วรับทำไม?”
ซุยเงสึมองหน้าชายหนุ่มเหมือนเขาช่างอ่อนต่อโลกเสียนี่กระไร เขาเพิ่งสังเกตว่าผมของเด็กหนุ่มเสยขึ้นปอยหนึ่งแล้วติดกิ๊บดำไว้
...แต่งตัวได้เจ็บจริง ๆ เลย ไอ้หนูเอ๊ย...
“รุ่นพี่ครับ บางทีโลกนี้มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ เกิดวันไหนมันโทรมาแล้วมันมีเงินจ่ายผม มันก็เป็นลูกค้า แต่ถ้าไม่มีเงิน วันนั้นมันเป็นโทรศัพท์โรคจิต”
“เป็นเด็กไซด์ไลน์ไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณแล้วนะ ซุยเงสึเอ๊ย!”
เขาบ่น มันหันมาหาเขา ยิ้มประจบ ค่อย ๆ กระแซะเข้ามาเอียงหัวซบต้นแขนของเขา กลิ่นสบู่ยังกรุ่นจากผิวเหมือนเด็ก ๆ
“ถ้าเป็นซาเมฮาดะคุง ผมไม่คิดตังค์หรอกนะครับ”
คิซาเมะผลักหัวอีกฝ่ายเบา ๆ “ไม่คิดตังค์เฉพาะกับซาเมฮาดะหรือไง?”
“ถ้ารุ่นพี่อยากแจมละก็ ผมยินดีเสมอ...เดี๋ยวนี้เลยก็ได้นะครับ”
ประโยคหลังมันเอาจริงเอาจังเสียจนเขาเชื่อว่ามันทำได้จริงอย่างที่พูดแน่ ๆ คิซาเมะหัวเราะ ปล่อยให้มันซบต้นแขนเขาอีกครั้ง คราวนี้ซุยเงสึแอบจูบเบา ๆ ที่ต้นแขน ...ชายหนุ่มชักรู้สึกเสียดายอยู่ครามครันที่ใส่เสื้อมีแขนมา ริมฝีปากนุ่มนั้นเลยไม่ได้สัมผัสกับผิวเนื้อของเขาโดยตรง คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเหลียวมองเขากับมันแล้วอมยิ้ม บางคนมองมายังซุยเงสึ...และมองจนเหลียวหลัง คิซาเมะอ่านแววตานั้นออก เขาขมวดคิ้ว เปลี่ยนให้เด็กหนุ่มมาเดินด้านติดกับถนนแทน
“รุ่นพี่จะให้ผมโดนรถชนตายหรือไง เคยเห็นแต่เวลาเดินกับแฟน เขาต้องให้แฟนเดินด้านที่ปลอดภัยกันทั้งนั้น!”
มันโวยวาย แต่แล้วก็เงียบเสียงลงทันทีเมื่อคิซาเมะโอบเอวมันไว้แน่นขึ้นจนรู้สึกได้
“ด้านนี้แหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว”
คิซาเมะคิดว่าไหน ๆ ก็จะไปจตุจักรที่เป็นตลาดนัดขนาดใหญ่แล้วแท้ ๆ เขาจะต้องหาซื้อเสื้อแจ็คเก็ตให้ซุยเงสึสักตัว เอาตัวใหญ่ ๆ โคร่ง ๆ แบบไม่ให้เห็นรูปเห็นรอยได้เลย...
...เรื่องอะไรจะปล่อยให้คนเขามองมันตาเป็นมันอย่างนี้ไปทั้งวันล่ะ!
คิดแล้ว คิซาเมะก็นึกประหลาดใจตนเองว่าทำไมเขาต้องเดือดร้อนเรื่องนี้ด้วย มันอยากใส่เสื้อโชว์เนื้อหนังเพื่อเป็นการโฆษณาเรียกลูกค้าใหม่ ๆ ก็เป็นเรื่องของมัน เนื้อตัวของมันเองแท้ ๆ เขาจะไปยุ่งด้วยทำไมกัน?
เอาเถอะ ถือเสียว่าช่วยรักษาผลประโยชน์ไม่ให้ใครมองมันฟรี ๆ ก็แล้วกัน ใครอยากดูของดีก็ควรจ่ายเงินสิ จริงไหม?
...ยกเว้นเขานะ...
“รุ่นพี่ ไอติม”
มันกระตุกมือเขาเหมือนเด็ก ๆ เมื่อเห็นรถไอติมวอลล์จอดอยู่ตรงมุมหนึ่งข้างทางเข้าบริษัทอะไรสักอย่างที่ปิดทำงานในวันอาทิตย์ คิซาเมะยิ้มน้อย ๆ “อยากกินหรือ เอาสิ” เขาบอกอย่างใจป้ำ
“ขอบคุณครับ...” มันรับแบงค์ร้อยจากเขาไป สักพักก็วิ่งมาหาพร้อมกับคอนเน็ตโต 2 โคน
“ชอบแบบนี่หรือ ไหนว่ากลัวอ้วนไง?” เขาถามขณะรับเงินทอนคืนจากมัน
“ปกติผมก็กินเชอร์เบ็ทเปรี้ยว ๆ แต่นี่มีเจ้ามือ ก็เลยกินของแพงซะเลย”
มันตอบกลั้วหัวเราะแล้วจับมือเขาเดินตัดสวนไปสู่ตลาดนัดสวนจตุจักรอันเป็นจุดหมายปลายทาง
To be Continue
เจ้าคิซาเมะนี่ซึนจริงๆเลยค่ะ เลิกซึนได้แล้ว เดี๋ยวน้องซุ้ยไปเจอฝาแฝดซาเมะฮาดะเข้าเดี๋ยวก็ได้ทิ้งทั้งซาเมะฮาดะ เจ้าของซาเมะฮาดะ และเจ้าซาเมะฮาดะJr หรอก
คู่ฮิดันเริ่มหายไป อยากได้ยินเสียงเจ้าฮิดันตะโกนว่าท่านจาชินโปรดเฝ้ามองจังเลยค่ะ อยากเห็นคู่นั้นกัดกันอีก 55+
ป.ล. อยากอ่านดุจดาวเดือนดับต่อมากค่ะ คิดถึงความหื่นเงียบๆของเจ้าซาสึเกะ ไม่ทราบว่า writer มีโครงการจะเขียนต่อมั้ยคะ
#1 By FaYonArT (113.53.26.69) on 2009-10-30 02:14