fic นารุโตะ - Snake’s seduce - the story of Orojimaru
posted on 01 Nov 2009 20:36 by jacknife in Writing
Snake’s seduce - the story of Orojimaru
Author’s talk :
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน
คิดว่าตอนนี้ ท่านคงกำลังเพลินกับเรื่องราวของคิซาเมะและซุยเงสึอยู่ไม่มากก็น้อย แต่อีเห็นระวังภัยก็จะขอขัดจังหวะท่านสักสองอาทิตย์ด้วย fic เรื่องใหม่ เป็นการเปลี่ยนอารมณ์ แก้เครียด...หรืออาจจะเครียดยิ่งไปกว่าเดิมก็ได้
Snake’s seduce อ่านชื่อแล้วคงจะพอเดาได้นะคะว่า น่าจะเป็นเรื่องของใคร ขอบอกว่าเรื่องนี้มี shock หลายซับหลายซ้อนตรงเรื่องคู่กับเรื่อง...เอ้อ~ เชิญอ่านเองดีกว่านะคะ อีเห็นไม่ขอสปอล์ยดีกว่า ^-^
Snake’s seduce – the story of Orojimaru : Chapter 1
เสียงปืนยิงรัวเป็นตับ ตามด้วยเสียง – อะต๊า~~ และเสียงผ่าง ดังจนกระจกหน้าต่างสะเทือน ร่างสองร่างที่นั่งอยู่บนโซฟาจับจ้องสายตาอยู่ที่ TV จอยักษ์ เสียงหัวเราะประสานดันดังขึ้นเพราะบทบาทของเฉินหลง ร่างบาง ๆ ที่ขมวดผมดำ ยาวเหยียดเรียบตรงของตัวเองเป็นมวยอยู่ที่คอ หันมาพูดกับชายชราที่นั่งอยู่ข้างตัวเมื่อสถานการณ์ในจอเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
“หนังเฉินหลงเนี่ยสนุกเหมือนกันนะป๋า พวกเรามัวแต่ดูหนังฝรั่งกัน พลาดอะไรสนุก ๆ ไปเยอะ”
ชายชราร่างผอมบางยิ้มรับคำพูดของไอ้หนูเมียเก็บของตน ท่านซารุโทบินั่งดู DVD อยู่ในคอนโดสุดหรูของโอโรจิมารุ ซึ่งท่านเองนั่นแหละที่เป็นคนซื้อให้อีกฝ่ายอาศัยอยู่เพื่อแยกตัวจากบ้านใหญ่ ป้องกันปัญหาการถูกคนจากบ้านใหญ่รังแก ทั้งที่คุณหญิงของท่านก็สิ้นไปนานแล้ว แต่ลูกชายคนโตของท่านซารุโทบิ อาซึม่า ยังออกจะรังควานโอโรจิมารุอยู่ โดยมีข้ออ้างว่าเป็นผู้ทำให้ชีวิตครอบครัวของเขาแตกสลาย ลึก ๆ แล้ว ท่านซารุโทบิเข้าใจว่า ลูกชายคนโตของตนรังเกียจที่ไอ้หนูเมียเก็บผู้เคยเป็นเด็กในบ้านมาก่อน ได้กลายมาเป็นกึ่ง ๆ แม่เลี้ยง ทั้งที่เป็นผู้ชาย ทั้งยังโตมาด้วยกัน เป็นลูกไล่ที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก อาซึม่าจึงไม่อาจทำใจได้
“ถ้าชอบก็หามาดูอีกก็ได้นี่ ดูหนังตลก จะได้อารมณ์ดี สุขภาพดี”
ท่านซารุโทบิบอกไอ้หนูของท่าน ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางตามวัยมองอีกฝ่ายอย่างรักใคร่ โอโรจิมารุทำกระเง้ากระงอด
“ดูคนเดียวไม่สนุกนี่ ป๋า...ไว้ป๋าต้องมาดูกับหนูบ่อย ๆ นะ ป๋าจะได้อารมณ์ดี สุขภาพดีด้วยกันไง...”
ชายชราหัวเราะ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“รับโทรศัพท์ให้ป๋าหน่อยซิ”
ท่านบอก ไม่คิดว่าจะเป็นธุระสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเพราะเป็นโทรศัพท์เครื่องที่ใช้ติดต่อเป็นการส่วนตัว โอโรจิมารุหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อคนโทรเข้า แล้วก็หน้าบูดอย่างไม่สบอารมณ์ กดรับอย่างเสียมิได้
“ฮัลโหล” ไอ้หนูเมียเก็บกรอกเสียงลงไป
“เดี๋ยวนี้เช็คโทรศัพท์พ่อชั้นแล้วเรอะ?”
“พูดจาไร้สาระ คุยกับป๋าซะ!”
โอโรจิมารุพูดด้วยเสียงสะบัด ๆ ยื่นโทรศัพท์มือถือให้ท่านซารุโทบิทันที
“ลูกชายป๋าโทรมา” เขาบอก
“ฮัลโหล อาซึม่าหรือลูก?” ท่านซารุโทบิกรอกเสียงลงไป
“พ่อหรือครับ เมียเก็บพ่อคุมโทรศัพท์ไว้ด้วยหรือไง?”
ผู้เป็นลูกชายถามแกมประชด เขานึกภาพโอโรจิมารุแย่งโทรศัพท์จากมือพ่อของเขาด้วยซ้ำ
“พูดอะไรอย่างนั้น พ่อให้เขารับโทรศัพท์เพราะหูตาพ่อไม่ค่อยดีแล้วต่างหาก”
“โถ่เอ๊ย!” อาซึม่าทำเสียงเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูด
“แล้วโทรมานี่มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่า?” ท่านซารุโทบิถามลูกชาย
“นี่คนเป็นลูกต้องมีธุระแล้วถึงจะโทรหาพ่อได้หรือครับ?”
อาซึม่าแดกดัน พ่อมีเวลาให้เมียเก็บมากกว่าเขาเสียอีก ออกจะเป็นเรื่องน่าสมเพชอยู่บ้างที่ผู้ชายอายุ 32 ปี ยังทำท่าเหมือนเด็กขี้อิจฉา ขาดความอบอุ่น แต่ก็ช่วยไม่ได้เลยที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะท่านประธานซารุโทบิให้ความสนใจกับเด็กในบ้านคนนี้เป็นพิเศษตั้งแต่เขาอายุ 10 ขวบแล้ว นั่นแปลว่าโอโรจิมารุอายุเพียง 8 ปี!
เขาไม่รู้ว่าพ่อมีความสัมพันธ์กับโอโรจิมารุตั้งแต่เจ้าเด็กในบ้านนั่นอายุเท่าไร แต่คาดว่าคงไม่ได้รอจนอายุ 18 ปีตามกฎหมายหรอก เจ้าเด็กทะเยอทะยานนั่นคงใช้รูปร่างหน้าตาล่อให้พ่อของเขาหลงใหล รับเลี้ยงเป็นเมียเก็บสิท่า
ไอ้ทุเรศเอ๊ย!
“พ่อไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...” พ่อของเขาแก้ตัว อาซึม่าหัวเราะขื่น ๆ
“ช่างมันเถอะครับ ผมแค่จะโทรมาบอกว่า เลขาบริษัทค้าไม้ของพ่อเขาติดต่อมาที่บ้าน เพราะมือถือโทรไม่ติด...”
ชายหนุ่มพอจะนึกออกว่าโทรไม่ติดเพราะเหตุใด แต่พ่อของเขาพูดแทรกขึ้น
“วันนี้วันอาทิตย์ พ่อเลยปิดโทรศัพท์...จะได้ดูหนังกับโอโรจิมารุสงบ ๆ ว่าไง มีเรื่องอะไรรึ?”
“เห็นเขาว่าผู้บริหารของทางญี่ปุ่นที่ติดต่อมาว่าเครื่องจะดีเลย์ มาถึงเร็วกว่าปกติ ท่านประธานคงต้องไปพูดคุยธุรกิจกันในวันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้อย่างที่นัดไว้แต่แรก” เขาถ่ายทอดข้อความ
“แล้วกันสิ” ท่านซารุโทบิร้องขึ้น “พ่อสั่งให้คนขับรถขับกลับไปแล้ว กว่าจะมารับก็พรุ่งนี้เช้า...”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมนั่งรถมาหาพ่อที่คอนโดแล้ว เดี๋ยวพ่อนั่งคันนี้ไปเลยก็ได้”
“หูตาพ่อเห็นถนนชัดซะที่ไหน จะขับรถได้ยังไง?” ท่านประธานหัวเราะ
“รถมีคนขับมาด้วยครับ ผมไม่ได้ขับเองหรอก” อาซึม่าอธิบาย
“อีกนานไหมกว่าจะถึง?”
“ผมมาอยู่ที่ห้องรับแขกแล้ว”
อาซึม่าหมายถึง ห้องล็อบบี้หรูหราของคอนโดที่มีไว้ให้แขกผู้มาหาเจ้าของห้องนั่งรอ
“ขึ้นมาหาพ่อเลยดีกว่า จะได้ช่วยพ่อแต่งตัวหน่อย ลูกจะได้ไม่ต้องรอนานด้วย”
ท่านประธานบอก อีกฝ่ายไม่ขัดข้อง แล้ววางหูไป
“ป๋าต้องไปแล้วล่ะ”
ท่านซารุโทบิหันมาบอกไอ้หนูเมียน้อย โอโรจิมารุหน้าหงิก ผุดลุกขึ้นโวยวายแง่งอน
“อีกแล้วเหรอป๋า...เราได้มีวันหยุดอยู่ด้วยกันแค่อาทิตย์ละครั้งเองนะ!”
“ทำไงได้ล่ะ ใช่ว่าป๋าอยากไปสักหน่อย ใจจริงแล้วป๋าอยากอยู่กับหนูทั้งวัน แต่นี่ธุระด่วนจริง ๆ”
“ลูกชายป๋าว่าไงบ้างล่ะ!?!”
เด็กป๋าทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้รับแขกอีกครั้ง ยกมือกดปิด TV ความเงียบเข้าครอบงำทั้งห้องทันที ท่านประธานถอนหายใจ นับวันความขัดแย้งของลูกชายกับเมียเก็บของท่านจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
“มีผู้บริหารบริษัทค้าไม้ของทางญี่ปุ่น เขาจะติดต่อซื้อไม้ของทางเรา เขามาถึงก่อนกำหนด ป๋าเลยต้องไปต้อนรับเขาวันนี้”
ท่านพยายามอธิบาย...โอโรจิมารุขมวดคิ้ว...ไม่สบอารมณ์ แต่จะให้ทำอย่างไรได้
เสียงกริ่งประตูดังขึ้น หนุ่มผมยาวหันขวับ แต่ชายชราชิงพูดขึ้นก่อน
“อาซึม่ามาแล้วล่ะ”
คิ้วเรียวสวยขมวดยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าใครมา แต่ก็ต้องเดินกระแทกเท้าไปปลดล็อกกระชากประตูเปิดออกให้
------------------------------------------------------------------------
ภาพที่อาซึม่าเห็นเป็นภาพแรกทันทีที่ประตูเปิดออก เป็นภาพที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็น...โอโรจิมารุที่แยกตัวออกจากบ้านเขาไปตั้งแต่อายุ 17 ในฐานะเมียเก็บของพ่อของเขา อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำแขนยาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นตัวเล็ก ๆ สีนวล อวดช่วงขาเรียวยาวขาวผ่อง ผมที่เคยเห็นปล่อยยาว ตรง สยายคลุมหลังตั้งแต่เด็กขมวดมวยอยู่ที่ต้นคอ ใบหน้าที่แม้แต่เขาที่เกลียดแสนเกลียดก็ต้องยอมรับว่าสวยสะดุดตานั้น แทบไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อเขาได้เห็นเต็มตาครั้งสุดท้ายก่อนอีกฝ่ายจะออกจากบ้านใหญ่ไปโดยที่ไม่หวนกลับมาอีก ไม่น่าเชื่อว่าเป็นใบหน้าของคนอายุน้อยกว่าเขาเพียงสองปี ดวงตาเรียวคมกริบนั้นหรี่มองเขาอย่างไม่เป็นมิตร แต่ปากกลับเชื้อเชิญ...ป๋าคงสั่งไว้ให้พาเขาเข้ามาล่ะสิ ไม่งั้นคนใจแข็งอย่างนั้นไม่มีวันออกปากให้เขาเข้าไปหรอก
“เข้ามาสิ”
แล้วก็หันขวับเดินกระแทกเท้ากลับเข้าไป อาซึม่าคิดว่าโอโรจิมารุไม่น่าทำอย่างนั้นเลย เพราะมันเท่ากับว่าฝ่ายนั้นเปิดโอกาสให้เขาจับจ้องภาพเรือนร่างด้านหลังได้อย่างเต็มตา ร่างเพรียว โปร่งบาง ราวกับว่าแค่กระชากแขนแรง ๆ ก็จะเซเข้ามาซบอกเขาแล้ว
“มาแล้วหรือลูก...เข้ามาในห้องนอนนี่สิ”
เสียงท่านประธานซารุโทบิดังขึ้นจากห้องด้านใน อาซึม่าก้าวตามโอโรจิมารุเข้าไป
ห้องนอนที่ว่าเป็นห้องหรูหราขนาดใหญ่ มีเตียงคิงไซส์ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ด้านหนึ่งเป็นชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดย่อมกว่าในห้องนั่งเล่นหน่อยหนึ่ง อีกด้านเป็นห้องแต่งตัวที่มีตู้เสื้อผ้าแบบวอล์คอิน ท่านประธานซารุโทบิยืนอยู่ในนั้นกำลังเลือกเสื้อเชิ้ตกับเน็คไทที่เข้ากัน ชายหนุ่มสังเกตว่าโอโรจิมารุที่ยืนหน้าบึ้งอยู่นั้น พยายามยืนให้ห่างจากเตียงที่สุด
...เตียงนี้สินะ ที่มันนอนกับพ่อของเขา!
“เสื้อขาว ไทน้ำเงินดีไหม?”
ท่านประธานถามความเห็นลูกชาย อาซึม่ากวาดสายตาสำรวจอยู่สักครู่แล้วจึงแนะนำ
“ธรรมดาไปครับ...เชิ้ตดำ เนคไทแดงดูดีกว่า”
ท่านประธานซารุโทบิ แต่งตัวตามที่ลูกชายบอกโดยมีโอโรจิมารุคอยช่วยจับโน่นจับนี่ให้เข้าที่ อาซึม่ามองภาพนั้นอย่างหงุดหงิดหัวใจ เวลาที่ผ่านไปเกือบ 20 ปี ดูจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โอโรจิมารุกับพ่อของเขาอยู่ด้วยกันได้ด้วยความสงบผาสุก ทรัพย์สินที่ไม่ได้เพิ่มจนผิดปกติของไอ้หนูเมียเก็บนั่นบอกให้เขารู้ว่ามันไม่ได้หวังปอกลอกพ่อของเขาเพื่อที่วันหนึ่งจะได้เลิกราไปหาชายคนใหม่ อายุ 36 ปี สำหรับรักใหม่ของเกย์อาจจะยังไม่ถือว่าแก่จนเกินไป แต่ก็ไม่ได้อยู่ในช่วงรื่นรมย์เหมือนเมื่อยังหนุ่ม ๆ และถ้ามันคิดจะปอกลอกพ่อของเขาจริง ก็ไม่ควรจะรออยู่ถึง 20 ปี
มันนานเกินไป!
ชายหนุ่มไม่ชอบความคิดที่ว่า ทั้งมันกับพ่อของเขาต่างก็รักกัน จึงอยู่กันมาได้นานถึงเพียงนี้ เขาไม่อยากยอมรับว่าคนอย่างโอโรจิมารุจะรักใครจริง และถ้ามันเกิดจะรักใครขึ้นมา คนคนนั้นก็ไม่ควรจะเป็นพ่อของเขา!
“เรียบร้อยดีหรือยัง อาซึม่า?”
ท่านประธานซารุโทบิเอี้ยวตัวให้ลูกชายมองหาข้อบกพร่องของชุดสูทที่ใส่
“เรียบร้อยดีแล้วล่ะครับ”
“ดี งั้นพ่อไปแล้วนะลูก” ท่านประธานยิ้มให้ลูกชายคนโต แล้วหันไปหาไอ้หนูเมียเก็บ “ป๋าไปแล้วนะ...”
โอโรจิมารุโผเข้าไปในอ้อมกอดที่ท่านซารุโทบิอ้าแขนรออยู่ “รีบกลับนะป๋า...”
ไอ้หนูเมียเก็บจูบแก้มเหี่ยวย่นนั้น แล้วจึงหันแก้มของตนให้อีกฝ่ายจูบลาบ้าง อาซึม่าหมั่นไส้เล็กน้อย แต่ขำมากกว่า
“จะลงไปพร้อมพ่อเลยไหม?” ท่านซารุโทบิถาม “จะได้นั่งรถไปพร้อมกัน”
“พ่อไปเถอะครับ ผมว่าจะไปหาอะไรกินแถวพารากอน ไปรถไฟฟ้าสะดวกกว่า”
ท่านประธานชะงัก มองมาทางโอโรจิมารุทันที
“หนูยังไม่ได้กินข้าวกลางวันนี่...” แล้วก็หันมาหาอาซึม่า “พาน้องไปกินข้าวหน่อยสิ”
ทั้ง ‘พี่’ ทั้ง ‘น้อง’ ทำหน้าชอบกล ท่านประธานสำทับเสียงดุ
“ไม่ต้องหาข้ออ้างเลย หัดญาติดีกันไว้บ้างสิ โอโรจิมารุเป็นเมียพ่อ เท่ากับเป็นแม่คนหนึ่งของลูกนะ”
ถ้าท่านประธานพูดประโยคนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชายหนุ่มอาจโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่นี่เขาอายุ 38 ปีแล้ว การที่พ่อบอกให้ญาติดีกับแม่ใหม่ที่เป็นผู้ชายออกจะเป็น Black joke ที่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“ตกลงจะให้เป็นน้อง หรือเป็นแม่กันแน่?”
เขาบ่น แต่ก็ไม่ขัดแย้งอะไร โอโรจิมารุหันขวับ กัดริมฝีปาก แต่ไม่พูดอะไรออกมา
“ไปแต่งตัวสิ โอโรจิมารุ เดี๋ยวป๋าจะให้รถไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้า”
ท่านประธานสั่ง เด็กป๋าจึงทำตามแต่โดยดี เดินเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วปิดประตู
...อาซึม่าเสียดายนิด ๆ ...
--------------------------------------------------------------------------------
รถยนต์ BMW คันใหญ่จอดเทียบบันไดรถไฟฟ้า หนุ่มใหญ่ในชุดกางเกง – เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมทั้งชุดก้าวลงมาจากที่นั่งตอนหลัง ตามด้วยหนุ่มหน้าสวยอีกคนที่รูปร่างบอบบางกว่าก้าวตามลงมาด้วยท่าทีไม่เต็มใจนัก ร่างนั้นอยู่ในชุดเสื้อยืดดำ ผมขมวดมวยไว้ที่ต้นคอเหมือนเมื่อยังอยู่ที่ห้องในคอนโดเมื่อครู่ เปลี่ยนแต่ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์พอดีตัวสีเข้ม กับรองเท้าบู้ตหุ้มข้อ ประตูรถปิดลง และแล่นจากไปลับสายตา
“ขึ้นบันไดเลื่อนซะสิ จะต้องให้เชิญรึไง คุณนาย?”
อาซึม่าประชดเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเฝ้ามองทิศทางที่รถยนต์นั้นแล่นจากไปเหมือนอยากเกาะติดล้อไปด้วย
“อย่ามาเรียกชั้นว่าคุณนายนะ!” โอโรจิมารุขู่ฟ่อ ชายหนุ่มหัวเราะ
“อ้าว...ก็นึกว่าชอบ อยากจะเป็นคุณนายใหญ่บ้านซารุโทบิบ้าง...”
ร่างเล็กกว่าหันมาทำตาดุใส่ อาซึม่ามองกลับไม่สะทกสะท้าน ยิ้มมุมปากอีกต่างหาก
...ไม่เปลี่ยนไปเลย...
“บ้านซารุโทบิก็มีคุณนายใหญ่รุ่นที่สองแล้วนี่...” โอโรจิมารุลากเสียง ตั้งใจให้กวนประสาทมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “อ้อ...ลืมไป...ตอนนี้ไม่มีแล้วสินะ...”
ชายหนุ่มชักสีหน้า คุณนายใหญ่รุ่นที่สองหมายถึงคุเรไน หญิงสาวที่เขาแต่งงานด้วยเมื่อ 3 ปีที่แล้วด้วยที่บ้านหาให้ โดยมีข้ออ้างว่าเขาก็อายุมากแล้ว ความเป็นฝั่งเป็นฝา มีหลานปู่ให้ท่านซารุโทบิอุ้มเสียที แต่ชีวิตครอบครัวก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เรื่องคดีฟ้องหย่ายังคาราคาซังอยู่ในศาล
...เห็นได้ชัดว่าเพศ หรือวัย ไม่ใช่สิ่งกำหนดว่า ความรักจะยืนยาวหรือไม่!
“พูดมากอยู่ได้ ขึ้นไปเร็วเข้า!”
เขาผลักอีกฝ่ายให้ก้าวขึ้นบันไดเลื่อน แล้วจึงก้าวตามขึ้นไป โอโรจิมารุหันมาขึงตาใส่
“เกือบหน้าคว่ำแล้ว เห็นไหม!?!”
“ทำไม? กลัวเครื่องมือหากินจะได้รับความเสียหายหรือไง?”
เขาโต้กลับด้วยท่าทางดูถูกอีกฝ่ายเต็มที่ โอโรจิมารุสะบัดหน้า เชิดมองจุดหมายด้านบน ไม่ให้ความสนใจกับเขาอีก นั่นเข้าทางชายหนุ่ม เพราะเขาจะได้ใช้สายตาสำรวจร่างที่หันหลังให้เขาได้ตามสบาย
จนถึงตัวสถานี อาซึม่าแลกเงินมาหยอดบัตรโดยสารสองใบ แล้วพาโอโรจิมารุเดินผ่านที่กั้น
“มันไม่งับชั้นแน่นะ” เมียน้อยพ่อเขาหันมาถาม
“ไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้าหรือไง?” ชายหนุ่มถามกลั้วหัวเราะ
“ไม่เคย ป๋าให้นั่งรถตลอด”
คำตอบของโอโรจิมารุแสดงให้เห็นว่าพ่อของเขาสปอล์ยมันจนแทบไม่รู้จักชีวิตจริงเสียแล้ว นี่ขนาดรถไฟฟ้ายังไม่เคยขึ้น รถเมล์คงไม่ต้องพูดถึง
“งั้นก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน” เขาเตือนด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง
“ทำไมเหรอ?” โอโรจิมารุหรี่เสียงลง ถามด้วยท่าทางตื่น ๆ
อาซึม่ายิ้ม ก้มลงกระซิบที่ข้างหู “ก็ครั้งแรกมันจะเจ็บน่ะสิ”
“ไอ้บ้า!” โอโรจิมารุหันขวับมาอย่างเอาเรื่อง บังเอิญแท้ ๆ เมื่อเงยหน้าหวังตวาดใส่เขา ริมฝีปากของชายหนุ่มที่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างหูก็ได้ระดับสัมผัสกับริมฝีปากของโอโรจิมารุทันที!
เมียน้อยของพ่อเขารีบก้าวถอยหลังออกมา ใช้ท่อนแขนเช็ดปากอย่างรังเกียจ ดวงตามองเขาดุ ๆ
...อาซึม่าเลียริมฝีปาก...
“นายน่าจะตกตะลึงนาน ๆ หน่อยนะ แบบนางเอกหนังเกาหลีไง...”
“ไอ้บ้าละคร!” โอโรจิมารุประณามเขา
ชายหนุ่มสังเกตคนตรงหน้า ใบหน้าสวยนั้นไม่มีแม้แต่สีระเรื่อของความเขินอาย ดวงตามีแต่แววขุ่นเคือง
...ไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือไงนะ?
อาซึม่าพาโอโรจิมารุไปยังจุดรอรถไฟฟ้า ร่างบางที่ยืนข้าง ๆ เขาเหลือบซ้ายแลขวาอย่างสนอกสนใจ
“ทำไมเขาเรียกรถไฟฟ้าล่ะ? มันใช้ไฟฟ้าไม่ใช้น้ำมันหรือไง?”
เมียน้อยพ่อของเขาสันนิษฐานได้ใกล้เคียงความจริงพอดี
“ฮื่อ ใช้ไฟฟ้าถูกแล้ว เสียบปลั๊กเอา”
เอาอำซะเลย โอโรจิมารุมองอย่างไม่เชื่อนัก “เสียบปลั๊กแล้วจะแล่นยังไง? มิติดสายไฟรุงรังหรือ?”
อาซึม่ากลั้นยิ้ม “เดี๋ยวสิ ยังพูดไม่จบเลย เสียบปลั๊กชาร์จไฟ พอจะใช้ก็เอาปลั๊กออกไง”
โอโรจิมารุนิ่งคิดทบทวนอยู่สักพัก ก็ถามออกมาอย่างจริงจัง
“แล้วเวลาฝนตกทำยังไง?”
ชายหนุ่มกลั้นหัวเราะแทบตาย “ก็กางร่มน่ะสิ ไม่งั้นก็ไฟช็อตคนตายหมดทั้งสถานี”
คนข้าง ๆ อาซึม่าเงยหน้าขึ้นมองฟ้าทันทีเหมือนกลัวว่าฝนจะตกลงมากะทันหัน ไม่อยากเชื่อนัก เพราะมันฟังดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อ มองหน้าอาซึม่าประกอบการตัดสินใจแล้วก็คิดว่าไม่เชื่อดีกว่า
“รถมาแล้ว เข้าไปเร็ว”
เขาดันหลังอีกฝ่ายให้เข้าไปในโบกี้รถไฟฟ้า คนไม่แน่นนัก แต่ก็ไม่มีที่นั่งอยู่ดี โอโรจิมารุเกาะเสาแทนการจับมือจับ ชายหนุ่มมองภาพนั้น แล้วยิ้มชอบกล เมียน้อยพ่อของเขาหันมาเห็นเข้าพอดี
“ยิ้มอะไร?” ถามเสียงดุ ๆ
“นายนี่เหมือนสาวอะโกโก้เลยนะ ไหน เต้นให้ดูหน่อยซิ”
เขาออกคำสั่ง โอโรจิมารุเตะหน้าแข้งอาซึม่าด้วยรองเท้าบู้ต ชายหนุ่มสูดปาก
“เจ็บนะ” เขาครวญ
“เอาให้ขาหักไปเลยยิ่งดี” โอโรจิมารุอาฆาต
“สถานีต่อไป ชิดลม NEXT STATION CHITLOM…”
เสียงประกาศดังขึ้น อาซึม่ากระเถิบเข้ามาจนชิด แกล้งทำเป็นเซเล็กน้อยจากแรงเหวี่ยงของรถ จับหมับเข้าที่เอวบาง ๆ โอโรจิมารุตาเขียว แต่ไม่ได้ประทุษร้ายอะไรเขาอีก เพราะมือก็ยังเกาะเสาแน่นอยู่เช่นกัน
“เดี๋ยวสถานีหน้าก็ถึงแล้ว”
เขาก้มลงบอกที่ข้างหู คราวนี้โอโรจิมารุยืนนิ่ง ไม่หันซ้ายหันขวาใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยมีบทเรียนจากเมื่อครู่
“รู้แล้ว” ตอบเสียงห้วน ๆ
“ทำไมรู้ล่ะ ไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้าไม่ใช่หรือไง? หรือว่าเคยแอบพ่อชั้นมาเที่ยวกับชู้?” เขาหาความ
โอโรจิมารุมองอย่างรำคาญ “ก็เสียงประกาศดังขนาดนั้น ก็ต้องรู้สิ ถ้าไม่หูตึงละก็...”
“แหม~ ชั้นก็คิดว่าหูตึงซะอีก...เห็นว่าปีนี้ 36 แล้วไม่ใช่หรือไง?”
เมียเก็บท่านประธานซารุโทบิหน้าบึ้ง อาซึม่ายิ้มที่เขาจี้ถูกจุด โอโรจิมารุไม่ชอบให้พูดถึงเรื่องอายุด้วยความกลัวแก่ถึงขนาดมีครีมสารพัดยี่ห้อไว้ประทินผิว ชายหนุ่มไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นเพราะสรรพคุณของครีมบำรุงผิวเหล่านั้นหรือเปล่าที่เมียน้อยพ่อของเขายังดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงราว 10-20 ปีแบบนี้
“วันนี้อยากกินอะไร?”
เขาถามเป็นเชิงเอาใจ...ลูบหลัง หลังจากตบหัวเรื่องอายุของอีกฝ่ายแล้ว
“ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น ถ้ากินกับนายละก็...” โอโรจิมารุเชิดหน้า อาซึม่ายิ้ม
“งั้นรึ...แต่พ่อของชั้นบอกว่า นายยังไม่ได้กินข้าวกลางวันไม่ใช่หรือไง?”
โอโรจิมารุเชิดหน้ายิ่งขึ้นไปอีก...แอบกลืนน้ำลายเพราะที่จริงแล้วไม่ได้กินมาตั้งแต่มื้อเย็นเมื่อวานด้วยจะไดเอ็ต
“งั้นก็กินอาหารฝรั่งก็แล้วกัน แล้วตามด้วยเค้กช็อกโกแล็ตก้อนโต ๆ ...”
ชายหนุ่มยื่นมือมาโอบเอวเมียน้อยของพ่อ ได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากร่างของอีกฝ่าย เขาฝังจมูกลงกับผมนุ่มสีดำสนิทเป็นมันเงาวับนั้นอย่างเผลอไผล โอโรจิมารุสะดุ้ง ดันร่างอาซึม่าออกไป คิ้วขมวดอย่างโมโหสุดขีด กำลังจะร้องต่อว่าออกไปแล้ว แต่เสียงประกาศว่าจะถึงสถานีแล้วดังขึ้นกลบเสียงโวยวายนั้นเสียก่อน ชายหนุ่มรัดร่างนั้นแน่นขึ้นโดยที่ไม่มีใครสังเกตเท่าไรนัก มือข้างที่ว่างแกะที่หนีบผมของโอโรจิมารุออก เส้นผมยาวสยายดำเป็นมันทิ้งตัวลงปกคลุมลาดไหล่ตลอดจนแผ่นหลังถึงสะโพก
“อืม...ผมนายยาวถึงขนาดนี้แล้วหรือนี่?”
“ปล่อยนะ!” คนถูกกอดพูดเสียงลอดไรฟัน
“ไม่ได้อยู่อย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ปฏิกิริยาตอบรับของนายเย็นชาขึ้นนะ” เขากระซิบ
“ชั้นไม่เคยต้องอยู่แบบนี้เพราะเต็มใจเลยสักครั้ง!” โอโรจิมารุพยายามดิ้นรน
“จะอ้างว่าชั้นบังคับก็ได้นี่ นายจะได้มีข้ออ้างไปบอกพ่อไงล่ะ” ชายหนุ่มไล้มือไปยังแนวสะโพกเพรียว
“ไอ้สารเลว ชั้นเกลียดแก!” ร่างบางนั้นดิ้นรนปนหอบ
“รักพ่อ แต่เกลียดชั้น...ถือว่าได้อย่างเสียอย่างก็แล้วกันนะ!”
เขาปล่อยร่างอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ ดวงตาที่มองโอโรจิมารุอ่านไม่ออกว่ารู้สึกเช่นไร
“ถึงแล้ว!”
ชายหนุ่มก้าวออกไปโดยที่ไม่หันไปมองคนซึ่งต่อคำกับตนอยู่เมื่อครู่เลย
To be continue

คู่นี้ดูยังไงๆอยู่นะ จากประโยคนี้
[“ไม่ได้อยู่อย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ปฏิกิริยาตอบรับของนายเย็นชาขึ้นนะ” เขากระซิบ
“ชั้นไม่เคยต้องอยู่แบบนี้เพราะเต็มใจเลยสักครั้ง!” ]
แสดงว่านี่ไม่ใช้ครั้งแรกน่ะสิ
แถมเจ้าอาซึมะก็ใช้สายตาโลมเลียโอโรจิมารุตลอดเลยด้วย น่าคิดๆ
#1 By FaYonArT (125.24.59.162) on 2009-11-01 22:21